วันพุธ, เมษายน 29, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมเจาะเส้นทาง "บิ๊กโจ๊ก" จากสูงสุดสู่จุดร่วงโรย ปิดตำนาน 'แมวเก้าชีวิต' หรือแค่รอวันพลิกเกมสีกากี?

Related Posts

เจาะเส้นทาง “บิ๊กโจ๊ก” จากสูงสุดสู่จุดร่วงโรย ปิดตำนาน ‘แมวเก้าชีวิต’ หรือแค่รอวันพลิกเกมสีกากี?

“บิ๊กโจ๊ก” ถือเป็นนายตำรวจที่มีบทบาทโดดเด่นและด่างพร้อยมีมลทินไปพร้อมๆกัน  อันเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมในวงกว้าง อาทิ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและทัวร์ศูนย์เหรียญ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และโรแมนซ์สแกม และเป็นหัวเรือใหญ่ในการขยายผลคดีวางยาต่อเนื่องที่สั่นสะเทือนขวัญคนทั้งประเทศ คือคดีแอมไซยาไนด์ การปราบปรามเงินกู้นอกระบบ  แต่แล้วเมื่อ 18 เมษายน 2567 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (บิ๊กต่าย) รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งให้บิ๊กโจ๊กพร้อมลูกน้องรวม 5 คน “ออกจากราชการไว้ก่อน” เนื่องจากถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและถูกดำเนินคดีอาญา ด้วยข้อกล่าวหาว่าสมคบกันฟอกเงินและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน มีการเปิดโปงเส้นทางการเงินจากเว็บพนันคือ BNK Master  ที่เชื่อว่าอาจมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวบิ๊กโจ๊กและครอบครัว  และศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นว่า คำสั่งชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเหลือเพียงเงื่อนไขเดียวที่บิ๊กโจ๊กจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ “ผลการสอบสวนทางวินัย” หรือ “ผลคดีอาญาในศาลยุติธรรม” ถึงที่สุดแล้วปรากฏว่า ไม่มีความผิด ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลานาน   อันเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและมีความไม่แน่นอนสูงมาก งานนี้จะเป็นการปิดตำนาน ‘แมวเก้าชีวิต’ หรือแค่รอวันพลิกเกมสีกากี?

จากนายตำรวจผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของฉายา”หวานเจี๊ยบ” ฝากผลงานสะเทือนวงการทั้งคดีทัวร์ศูนย์เหรียญไปจนถึง “แอม ไซยาไนด์” และการปฏิรูปสิทธิผู้ต้องหาที่พลิกโฉมวงการสีกากี แต่แล้วเส้นทางอำนาจกลับต้องชะงักลง เมื่อพายุลูกใหญ่ในชื่อ “เว็บพนันออนไลน์” พัดถล่มจนกลายเป็นศึกสายเลือดระหว่าง “สองบิ๊กตำรวจ” ที่สั่นสะเทือนไปทั้งกรม

บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยตั้งแต่วันที่รุ่งโรจน์ สู่การถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จนถึงวินาทีชี้ชะตาเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาปิดประตูการกลับคืนสู่วังวนสีกากีในระยะอันใกล้ อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลมองว่าคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมาย? และบิ๊กโจ๊กยังเหลือ “ไพ่ตาย” ใบสุดท้ายในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์เพื่อรอวันคัมแบ็กก่อนเกษียณปี 2573 ได้หรือไม่? ร่วมหาคำตอบของมหากาพย์ที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและอนาคตได้ในสกู๊ปนี้

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ถือเป็นนายตำรวจที่มีบทบาทโดดเด่นและและด่างพร้อยพร้อมมลทินไปพร้อมกับการมีผลงาน เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะการทำคดีการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  อาทิ การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและทัวร์ศูนย์เหรียญ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกสมัยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว กวาดล้างขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจ โดยมีการยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาทนำส่งคืนแผ่นดิน

แต่ดูเหมือนการทำงานครั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่จั่วลม ไร้ผลงาน เพราะผู้กระทำความผิดถูกยกฟ้องทุกคดี บริษัทที่ถูกยึดทรัพย์เป็นแค่ร้านค้าขายของให้กับบริษัททัวร์ศูนย์จำนวนมากมายกว่า 400 บริษัทที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีอะไรเลย เป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดฝาผิดช่อง ไปซะอีก แถมตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องกลับซะด้วย

อีกคดีคือการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และโรแมนซ์สแกม ด้วยการประสานงานกับตำรวจต่างประเทศ (กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม) ทลายซ่องโจรของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนไทย ซึ่งถือเป็นยุคที่การปราบปรามเรื่องนี้มีความตื่นตัวสูงที่สุด

บิ๊กโจ๊กถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและสร้างนวัตกรรมในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลักดันการแก้ไขระเบียบการพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อแยกแยะ “ผู้ต้องหา” ออกจาก “อาชญากร” ช่วยให้ผู้ที่ศาลยกฟ้องหรืออัยการสั่งไม่ฟ้องสามารถกลับไปใช้ชีวิตและสมัครงานได้ตามปกติ มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 10 ล้านรายพัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยในชุมชน โดยนำ AI และกล้อง CCTV อัจฉริยะมาใช้ป้องกันเหตุอาชญากรรม ซึ่งได้รับรางวัลจากเวทีระดับโลก เช่น รางวัลจากเวทีการประชุมสุดยอดตำรวจโลกที่ดูไบ

ในฐานะรอง ผบ.ตร.เมื่อครั้งยังรับราชการ บิ๊กโจ๊กถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการขยายผลคดีวางยาต่อเนื่องที่สั่นสะเทือนขวัญคนทั้งประเทศ(คดีแอมไซยาไนด์) จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานสั่งฟ้องได้สำเร็จปราบปรามเงินกู้นอกระบบ ด้วยการนำทีมบุกยึดโฉนดที่ดินคืนให้แก่ประชาชนที่ถูกนายทุนหน้าเลือดเอาเปรียบ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากชาวบ้าน

ด้วยสไตล์การทำงานที่รวดเร็วและมักจะปรากฏตัวในทุกคดีใหญ่ ทำให้เขาได้รับฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ในแง่การประสานงาน และ “แมวเก้าชีวิต” จากการที่สามารถกลับเข้ารับราชการได้เสมอแม้จะเจอมรสุมหนักในชีวิตรับราชการหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2566 ตำรวจคอมมานโดและชุดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) นำหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักของบิ๊กโจ๊กในซอยวิภาวดี 60 กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ นำไปสู่การขยายผลการจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ “มินนี่” โดยตำรวจพบว่ามีลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊กหลายนายเข้าไปพัวพันกับเส้นทางการเงินของเว็บพนันดังกล่าว ซึ่งในขณะนั้นบิ๊กโจ๊กมองว่าเป็นการกระทำที่มี “นัยแอบแฝง” เพื่อดิสเครดิตเขาก่อนการคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

จากคดีดังกล่าว ลามไปถึงคดี “BNK Master” โดยในช่วงต้นปี 2567 คดีเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเมื่อมีการเปิดโปงเส้นทางการเงินจากเว็บพนันอีกแห่งคือ BNK Master พนักงานสอบสวนพบหลักฐานที่เชื่อว่าอาจมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวบิ๊กโจ๊กและครอบครัว นำไปสู่การออกหมายเรียกหลายครั้ง จนกระทั่งบิ๊กโจ๊กเข้ามอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในการสมคบกันฟอกเงินและเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องข้อกฎหมาย แต่กลายเป็นการเปิดศึกระหว่าง “สองบิ๊กตำรวจ” เมื่อทีมทนายของบิ๊กโจ๊กออกมาแถลงโต้กลับ โดยการแฉเส้นทางการเงินที่อ้างว่าโยงไปถึงบุคคลใกล้ชิดของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล (บิ๊กต่อ) ผบ.ตร. ในขณะนั้นเช่นกัน กลายเป็นสงครามตัวแทนและการตรวจสอบทุจริตภายในองค์กรตำรวจที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

สถานการณ์มาถึงจุดพีคเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (บิ๊กต่าย) รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ในขณะนั้น ลงนามในคำสั่งให้บิ๊กโจ๊กพร้อมลูกน้องรวม 5 คน “ออกจากราชการไว้ก่อน” เนื่องจากถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและถูกดำเนินคดีอาญา บิ๊กโจ๊กได้ดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องในหลายช่องทาง ซึ่ง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เคยมีการพิจารณาว่าคำสั่งให้ออกนั้น “ชอบด้วยกฎหมาย” ทำให้บิ๊กโจ๊กต้องไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นด่านสุดท้ายที่บิ๊กโจ๊กคาดหวังให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการ เพื่อกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมและลุ้นสิทธิ์ในการเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร. ในอนาคต

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา ยกฟ้อง ในคดีที่บิ๊กโจ๊กยื่นฟ้องเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยศาลมีความเห็นว่า คำสั่งชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจตามระเบียบ ก.ตร. ที่ถูกต้องโดยมีเหตุผลรองรับคือบิ๊กโจ๊กถูกกล่าวหาในคดีอาญาร้ายแรง (คดีฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์ BNK Master) และมีหมายจับจากศาลอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรตำรวจอย่างรุนแรง

จากคำพิพากษาดังกล่าว โอกาสที่บิ๊กโจ๊กจะกลับเข้าสู่วงการสีกากีในตอนนี้ถือว่า “ยากมากถึงขั้นปิดประตู” เนื่องจาก คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุด เมื่อศาลชี้ว่าคำสั่งให้ออกนั้นชอบด้วยกฎหมาย สถานการณ์พ้นจากราชการจึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เงื่อนไขเดียวที่เหลืออยู่ที่บิ๊กโจ๊กจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ “ผลการสอบสวนทางวินัย” หรือ “ผลคดีอาญาในศาลยุติธรรม” ถึงที่สุดแล้วปรากฏว่า ไม่มีความผิด ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลานานหลายปี และหากในระหว่างนั้นเกษียณอายุราชการไปก่อน (บิ๊กโจ๊กจะเกษียณในปี 2573) การกลับมาดำรงตำแหน่งก็จะยิ่งเป็นไปได้ยากขึ้น

แม้คดีปกครองจะสิ้นสุดลง แต่บิ๊กโจ๊กยังคงเดินหน้าต่อสู้ในทางอื่น ๆ เพื่อหวังพลิกสถานการณ์ ทั้งคดีอาญาที่ยังต้องสู้คดีในชั้นศาล และ ป.ป.ช. เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในข้อกล่าวหาเรื่องสินบนและเว็บพนัน แม้ในเชิงกฎหมายปกครอง บิ๊กโจ๊ก “พ่ายแพ้” ในด่านสำคัญที่สุดไปแล้ว การจะกลับมาได้ต้องรอผลพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากคดีอาญาเป็นหลัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและมีความไม่แน่นอนสูงมาก งานนี้จะเป็นการปิดตำนาน ‘แมวเก้าชีวิต’ หรือแค่รอวันพลิกเกมสีกากี?

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts