นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ภายหลังการหารือร่วมกับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (เครือซีพี) ผู้รับสัมทาน
“เราพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้วเห็นว่า หากมีปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อตามเงื่อนไขเดิมได้ รัฐบาลก็เปิดช่องให้เอกชนสามารถแจ้งความประสงค์บอกเลิกสัญญาได้ตามระเบียบ” นายพิพัฒน์ กล่าว
พร้อมกันนี้ รมว.คมนาคม ได้ยืนยันจุดยืนของภาครัฐว่า ยังไม่สามารถดำเนินการแก้ไขสัญญาตามข้อเสนอของเอกชน โดยเฉพาะประเด็นการขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระเงินงวดงานมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยย้ำว่าเอกชนต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี และรัฐจะทยอยชำระคืนตามรายละเอียดในสัญญาเดิมเท่านั้น แม้ทางฝ่ายเอกชนจะระบุถึงเหตุผลความจำเป็นเรื่องต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาพลังงานที่ผันผวนจากปัจจัยสงครามต่างประเทศก็ตาม
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามแนวทางที่ระบุว่าหากผู้ชนะการประมูลประสบปัญหาจากเหตุสุดวิสัยที่ควบคุมไม่ได้ รัฐอาจพิจารณาแนวทางบริหารจัดการโครงสร้างสัญญาหรือการยุติสัญญาโดยไม่ถือเป็นการละทิ้งงาน นอกจากนี้ รัฐยังมีนโยบายสร้าง “แม่เหล็ก” ใหม่ๆ เช่น โครงการความร่วมมือด้านสันทนาการระดับโลกและสนามกีฬาขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและสร้างจุดคุ้มทุนให้เอกชนนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะดำเนินโครงการต่อหรือบอกเลิกสัญญา
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่ามีความกังวลถึงข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจตามมา เนื่องจากมีการโอนโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ไปให้เอกชนบริหารจัดการแล้ว ซึ่งยังมีประเด็นเรื่องการเคลียร์ภาระค่าสิทธิ์รับโอนและค่าบำรุงรักษาที่ต้องหาข้อยุติร่วมกับการรถไฟฯ รวมถึงประเด็นที่ดินมักกะสันที่ยังมีความเห็นต่างเรื่องการส่งมอบพื้นที่ลำรางสาธารณะ
ที่สำคัญ หากโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่สามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อปริมาณผู้โดยสารในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก (UTA) มูลค่ากว่า 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขให้ภาคเอกชนหยิบยกขึ้นมาเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากรัฐได้ในอนาคต จนกลายเป็นภาระงบประมาณก้อนใหญ่ที่รัฐต้องเผชิญอีกครั้ง



