จากความศรัทธาสู่ฝันร้าย เมื่อ 3 ครอบครัวร้อง “ปวีณา” หลังส่งลูกหลาน 3-11 ขวบไปบวชภาคฤดูร้อนที่มาเลเซีย แต่กลับถูกพระลวงไปค้ามนุษย์และบังคับเรี่ยไรเงิน จนถูกทางการมาเลเซียกักตัวเพราะเข้าเมืองผิดกฎหมาย เผยพฤติการณ์สุดรันทด ใช้ผ้าใบคลุมทับเด็กตบตาเจ้าหน้าที่ด่านตรวจเยี่ยงสินค้า เตือนผู้ปกครอง “บุญต้องมาคู่กับสติ” อย่าหลงเชื่อเพลียงคำอ้างไร้ค่าใช้จ่าย จนตกเป็นเหยื่ออาชญากรในคราบนักบุญ เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคดีอาญา แต่ยังสั่นคลอนความศรัทธาอย่างรุนแรง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะหัวเรือใหญ่ในการปกครองคณะสงฆ์ จึงต้องรุกหนักด้วยมาตรการล้างบางเนื้อร้าย ตรวจสอบสังกัดและใบสุทธิของพระที่ถูกจับกุมทันที
กลายเป็นฝันร้ายของผู้ปกครอง เมื่อความใจบุญถูกใช้เป็นเครื่องมือ ล่าสุด (8 พ.ค. 69) 3 ครอบครัวจากประจวบคีรีขันธ์และราชบุรี หอบหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อ “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” หลังส่งลูกหลานวัยเพียง 3-11 ขวบ ไปบวชเณรภาคฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย แต่สุดท้ายกลับถูกกักตัว พ่วงด้วยข่าวช็อก พระที่พาไปคือ “ขบวนการค้ามนุษย์”
เหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เมื่อพระสงฆ์รูปหนึ่งที่เดินสายทำบุญจนครอบครัวไว้วางใจ ชักชวนให้ส่งบุตรหลานไปบวชเรียนที่มาเลเซียโดย “ไม่มีค่าใช้จ่าย” พร้อมอ้างว่ามีเจ้าภาพใจดีจากสิงคโปร์รออุปถัมภ์ แม้เด็กจะไม่มีพาสปอร์ต แต่พระรูปดังกล่าวกลับยืนยันหนักแน่นว่า “จัดการได้ ไร้ปัญหา”
ทว่าความจริงกลับปรากฏเมื่อขบวนรถตู้พ้นด่านสะเดา จ.สงขลา การติดต่อก็ถูกตัดขาด ก่อนที่หัวใจคนเป็นแม่จะสลาย เมื่อเห็นข่าวในโซเชียลว่าลูกชายถูกทางการมาเลเซียกักตัว ส่วนพระสงฆ์ 2 รูป ถูกจับกุมในข้อหาหนัก “ลักลอบนำคนเข้าเมืองและค้ามนุษย์”
จากการสืบสวนของตำรวจมาเลเซียพบว่า ขบวนการนี้ทำมานานถึง 4 ปี ใช้การบวชบังหน้า แท้จริงแล้วคือการพาเด็กไปเดินเรี่ยไรเงินในต่างแดน โดยพฤติการณ์สุดรันทดคือใช้วิธีขนส่งเยี่ยงสินค้า บังคับให้เด็กที่ไม่มีเอกสารนั่งรวมกันที่เบาะหลัง แล้วใช้ผ้าใบปิดทับเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ด่านตรวจ ขณะนี้ยังมีเด็กไทยอีก 7 คนที่ไม่มีพาสปอร์ตถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางความเป็นห่วงของครอบครัว
ด้าน น.ส.ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ได้รับเรื่องและประสานงานด่วนไปยัง เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย เพื่อยืนยันว่าเด็กๆ คือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลอกลวง และเร่งดำเนินการนำตัวเด็กทั้งหมดกลับสู่อ้อมกอดของพ่อแม่ให้เร็วที่สุด
กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ย้ำเตือนผู้ปกครองว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน” แม้จะมาในคราบนักบุญ การส่งบุตรหลานไปต่างประเทศโดยไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมข้ามชาติที่ประเมินค่าความเสียหายไม่ได้
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคดีอาญา แต่ยังสั่นคลอนความศรัทธาอย่างรุนแรง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะหัวเรือใหญ่ในการปกครองคณะสงฆ์ จึงต้องรุกหนักด้วยมาตรการล้างบางเนื้อร้าย ตรวจสอบสังกัดและใบสุทธิของพระที่ถูกจับกุมทันที หากเป็นพระจริงต้องอาศัยอำนาจเจ้าคณะปกครองให้พ้นจากสมณเพศ เนื่องจากพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงและค้ามนุษย์ร้ายแรง หากเป็นพระปลอมต้องประสานตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อม “ขึ้นบัญชีดำ” ป้องกันการแอบอ้างกลับมาบวชใหม่ในอนาคต
พศ.ต้องออกประกาศด่วนถึงเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ ให้เข้มงวดกับ “โครงการบวชภาคฤดูร้อน” ต้องมีการลงทะเบียนชัดเจน ตรวจสอบสถานที่จัดงานได้ และ “สั่งห้าม” นำสามเณรออกนอกพื้นที่เพื่อเรี่ยไรโดยเด็ดขาด เนื่องจากผิดระเบียบมหาเถรสมาคมและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเงิน และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนว่า “บุญต้องมาคู่กับสติ” สร้างสื่อเตือนภัยให้ผู้ปกครองรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพที่ใช้ความใจบุญบังหน้า



