วันพุธ, พฤษภาคม 13, 2026
หน้าแรกข่าวประชาสัมพันธ์8 สถานที่ยอดฮิต ห้ามดื่ม-ขาย เหล้าเบียร์ เจ้าสัว..เครียดยอดตก? หรือนักดื่ม..ลงแดง

Related Posts

8 สถานที่ยอดฮิต ห้ามดื่ม-ขาย เหล้าเบียร์ เจ้าสัว..เครียดยอดตก? หรือนักดื่ม..ลงแดง

เช็กด่วน 8 จุดแลนด์มาร์ค ‘ปลอดเหล้า-เบียร์’ บังคับใช้แล้ววันนี้! ตั้งแต่บนรถยันสวนสาธารณะ และหน่วยงานรัฐ ใครเคยชินกับการจิบแก้เหงาระหว่างเดินทาง…หยุดก่อน! ปรับพฤติกรรมด่วนถ้าไม่อยากโดนจับ” เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 8 ฉบับ มีเนื้อหากำหนดสถานที่หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. 2569

โดยประกาศทั้ง 8 ฉบับ มีการปรับปรุงเพิ่มจากกฎหมายเดิมปี 2551 ให้เหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทางหรือบนรถ หรือในรถที่อยู่บนทาง

2. ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สถานีรถไฟและขบวนรถ ยกเว้นพิเศษให้จัดกิจกรรม ภายในโถงสถานีกรุงเทพ ห้องปรับอากาศ

3. ห้ามขายหรือบริโภคแอลกอฮอล์บริเวณท่าเรือโดยสารสาธารณะ เรือโดยสารประจำทาง

4. ห้ามขายหรือบริโภคแอลกอฮอล์ บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ

5. ห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ประกอบกิจการโรงงาน ยกเว้นโรงงานผลิตสุราที่สามารถขายเป็นปกติธุระ หรือดื่มเพื่อชิมรสชาติในขั้นตอนการผลิต

6. ห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในพื้นที่ที่อยู่ในกำกับดูแลและใช้ประโยชน์ของราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ยกเว้นบริเวณที่จัดไว้เป็นที่พักส่วนบุคคล หรือ สโมสร หรือการจัดเลี้ยงตามประเพณี

7. ห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสวนสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

8. ห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

จากประกาศดังกล่าว ทำให้ยอดขายเครื่องดื่มอลกอฮอล์เทไปยัง 3 ช่องทางหลัก คือ ร้านค้าปลีกดั้งเดิม หรือ โชว์ห่วย เป็นช่องทางใหญ่ที่สุด มียอดขายประมาณ 50-55% โมเดิร์นเทรด ไฮเปอร์มาร์เก็ตและคอนวีเนียนสโตร์ มียอดขาย 25 – 30% และ สถานบันเทิง / ร้านอาหาร 15 – 20% ซึ่งกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบหากตั้งอยู่ใกล้รัศมีสถานศึกษา

ยอดขายไม่ตกแต่เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่ม

หากวิเคราะห์จากข้อมูลและกลไกตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย ภาพรวมยอดขายจะไม่ตกอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเกิดการย้ายจุดซื้อ และเปลี่ยนพฤติกรรมแทน เช่นในอดีตก่อนมีกฎหมายห้าม (ปี 2551) ยอดขายในปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อในปั๊มคิดเป็นสัดส่วนราว 3-5% ของตลาดรวม แต่ปัจจุบันยอดขายส่วนนี้ถูกโยกไปยังร้านค้านอกปั๊มที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแทน

เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมซื้อซ้ำสูง เมื่อมีการปิดกั้นช่องทางหนึ่ง เช่น สถานีขนส่ง หรือ รถไฟ ผู้ดื่มมักจะ “วางแผนซื้อล่วงหน้า” จากร้านค้าใกล้บ้าน หรือซื้อจากร้านสะดวกซื้อก่อนเข้าพื้นที่ห้ามดื่ม แทนที่จะเลิกดื่มไปเลย ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบทางรายได้โดยตรงและอาจไม่ฟื้นตัว คือร้านเช่าพื้นที่ในจุดคมนาคม ร้านค้าเล็กๆ ใน บขส. หรือสถานีรถไฟที่เคยมีรายได้หลักจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหล่านักเดินทาง กลุ่มนี้ยอดขายจะหายไปทันทีและไม่สามารถดึงยอดกลับมาได้ ร้านสวัสดิการในหน่วยงานรัฐ หากไม่มีการจัดเลี้ยงหรือสโมสร ยอดขายส่วนนี้จะหายไปจากบัญชีของหน่วยงานนั้นๆ

สรุปคือยอดขายรวมของยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำเมาแทบไม่สะเทือน เพราะสุดท้ายผู้บริโภคก็แค่ “เปลี่ยนที่ซื้อ” แต่สิ่งที่จะกระทบคือการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ที่ต้องกระจายสินค้าไปลงในจุดที่คนจะย้ายไปซื้อมากขึ้นแทน

จัดระเบียบสังคม เพิ่มความปลอดภัย

ประกาศฉบับนี้เน้นไปที่การ “จัดระเบียบสังคมและความปลอดภัยสาธารณะ” มากกว่าการกดดันยอดขายแบบเหมารวม ซึ่งผลกระทบเชิงบวกต่อ “ต้นทุนสังคม” คือการลดอุบัติเหตุหรือปัญหาทางสังคมต่างๆ เช่นในอดีตกฎหมายห้ามขายแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาในรัศมี 300 เมตร ส่งผลให้ร้านค้าในเขตดังกล่าวต้องปรับตัวไปขายสินค้าประเภทอื่นหรือปิดตัวลง ช่วยลด “นักดื่มหน้าใหม่” ได้ในระดับหนึ่งตามเป้าหมายของ สสส. การห้ามขายบนรถหรือสถานีขนส่ง ช่วยลดจำนวนคนเมาที่เดินทางร่วมกับผู้อื่น การคุมเข้มในโรงงานช่วยลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุในที่ทำงาน ซึ่งในระยะยาวส่งผลดีต่อตัวเลข GDP มากกว่ายอดขายเหล้าเบียร์เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts