เมื่อกงล้อประวัติศาสตร์หมุนกลับมาอีกครั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” ในฐานะประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แลนดิ้งสู่กรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาคนทั้งโลกที่จับจ้องว่า “ดีลเมกเกอร์” ตัวพ่อ จะเขย่าความสัมพันธ์กับ “สี จิ้นผิง” ไปในทิศทางใด
13 พฤษภาคม 2026 เวลา 20:08 น. แอร์ ฟอร์ซ วัน แตะรันเวย์ปักกิ่ง ทรัมป์ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ยกทัพ “Avengers แห่งโลกธุรกิจ” ทั้ง Elon Musk, Jensen Huang (Nvidia) และ Tim Cook มาร่วมโต๊ะเจรจา ส่งสัญญาณชัดเจนว่านี่คือการทูตที่ขับเคลื่อนด้วย “เทคโนโลยีและเม็ดเงิน”
เมื่อเศรษฐกิจ “Quick Wins” ต้องมาก่อน ทรัมป์ต้องการตัวเลขไปโชว์ชาวอเมริกันก่อนเลือกตั้งกลางเทอม เป้าหมายคือการตั้ง Board of Trade คุมเข้มการค้า และบีบให้จีนเซ็นเช็คซื้อสินค้าเกษตรล็อตยักษ์ แลกกับการไม่เปิดศึกภาษีรอบใหม่
ขณะที่สงครามชิป & AI ยังเป็นสมรภูมิไร้เสียง นี่คือจุดเปราะบางที่สุด สหรัฐฯ ยังใช้แผน “Maximum Pressure” สกัดชิปขั้นสูง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคุยเรื่อง AI Safety เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นชนวนสงครามครั้งใหม่
ด้านวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสหรัฐฯ ปิดล้อมอิหร่านจนราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด จีนย่อมอยู่นิ่งไม่ได้ ทรัมป์หวังใช้ “สี จิ้นผิง” เป็นตัวกลางดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อปลดล็อกเส้นทางพลังงานที่กำลังเป็นอัมพาต
การพบกันครั้งนี้ จึงเป็นการปะทะกันระหว่าง “มังกรที่มั่นใจ” กับ “อินทรีที่ต้องการผลงาน” จีนมีไพ่เหนือกว่าด้านทรัพยากรและแร่หายาก ส่วนทรัมป์มีอำนาจต่อรองทางการเงินและการทูต
การพบกันที่ปักกิ่งครั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ชัดว่า สี จิ้นผิง กุมความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยอาวุธลับอย่าง “แร่หายาก” ที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรม AI และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอิหร่าน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตน้ำมันโลก
ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ตกอยู่ในสภาวะ “ต้องง้อ” เพื่อหาทางลดเงินเฟ้อและสร้างผลงานก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม แม้สหรัฐฯ จะยังมีแต้มต่อเรื่องชิปขั้นสูง แต่ท่าทีของทรัมป์ครั้งนี้เปลี่ยนจากผู้สั่งการมาเป็น “ผู้เจรจา” เพื่อขอแบ่งปันผลประโยชน์ จีนจึงอยู่ในสถานะไม่รีบร้อนและสามารถเลือกรับดีลคุ้มค่าที่สุดได้ ในขณะที่ทรัมป์อาจได้เพียง “ชัยชนะเชิงภาพลักษณ์” ผ่านตัวเลขการสั่งซื้อสินค้ามหาศาลเพื่อประคองเศรษฐกิจและฐานเสียงของตนเองเท่านั้น
สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์อาจจบลงที่ “การพักรบชั่วคราว” เพื่อประคองเศรษฐกิจของทั้งคู่ให้เดินหน้าต่อได้ มากกว่าจะเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืน… แต่ในโลกของทรัมป์ “แค่มีดีล ก็ถือว่าชนะแล้ว!



