บุกรวบกำนันคาบ้านไม้หรู รุกป่าสงวนกว่า 30 ไร่ ตั้งแท่นเลื่อยไม้ห่างหน่วยป้องกันป่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ตอกย้ำวิกฤตคอรัปชั่นระดับรากหญ้า เมื่อผู้มีหน้าที่ “บำบัดทุกข์” กลับกลายเป็น “ผู้สร้างสุขบนความพินาศของทรัพยากรชาติ” บทเรียนราคาแพงที่สังคมไทยต้องร่วมกันผ่าตัดโครงสร้างข้าราชการท้องถิ่นให้สิ้นซาก ก่อนป่าไม่เหลือให้คนรุ่นหลัง
ปรากฏการณ์การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ต้าฝั่งซ้าย จังหวัดแพร่ เพื่อสร้างบ้านหรูและแปรรูปไม้เถื่อนโดยฝีมือของข้าราชการปกครองระดับท้องถิ่น มิใช่เพียงคดีอาชญากรรมทางทรัพยากรธรรมชาติทั่วไป แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงความฟอนเฟะของระบบอำนาจนิยมในระดับท้องถิ่นที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พร.10 (แม่ต้า) สนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.ที่ 3 (แพร่), ตำรวจ ตชด.323, ศปทส.ภาค 5 และฝ่ายปกครอง บุกเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าหลิ่งดู่ หมู่ 1 ต.ต้าผามอก อ.ลอง จ.แพร่ หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ต้าฝั่งซ้าย เพื่อปลูกสร้างบ้านพักและลักลอบตัดไม้มีค่า
จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้ยกสูงถาวรสุดหรู เสาไม้สักขนาดใหญ่ถึง 20 ต้น หลังคามุงเมทัลชีทอย่างดี บริเวณหน้าบ้านและหลังบ้านพบไม้สักและไม้ประดู่ท่อนยักษ์ สภาพใหม่ 7 ท่อน วางกองอยู่โดยไม่มีตราประทับ ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ กำนันในพื้นที่แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวสอบสวนทันที ซึ่งยอมจำนนด้วยหลักฐาน สารภาพหมดเปลือกว่า พื้นที่นี้ไม่มีเอกสารสิทธิ ส่วนไม้สักที่ใช้สร้างบ้านและที่วางกองอยู่มีทั้งที่แอบตัดเองในป่ารอบๆ และรับซื้อมาจากชาวบ้าน
เมื่อเจ้าหน้าที่กระจายกำลังสำรวจพิกัดดาวเทียม พบตอไม้สักถูกตัดโค่นเกลื่อนป่า 16 จุด และยังพบไม้สักถูกชักลากมากองรวมอีก 41 ท่อน มูลค่าความเสียหายเฉพาะไม้กองนี้ราว 4.3 แสนบาท นอกจากนี้ ยังพบ “แท่นเลื่อยไม้” ตั้งตระหง่านอยู่ริมห้วย พร้อมกองขี้เลื่อยที่เพิ่งใช้งานไปไม่นาน ประเมินความเสียหายเบื้องต้นรวมแล้วกว่า 5.6 แสนบาท
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ จุดเกิดเหตุอยู่ติดถนนใหญ่และอยู่ห่างหน่วยป้องกันรักษาป่าไม้ไม่ถึง 5 กิโลเมตร แต่กลับมีการบุกรุกพื้นที่ป่าไปกว่า 30 ไร่ และมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาอย่างต่อเนื่องจนสร้างบ้านเสร็จเป็นหลัง
การที่ผู้นำท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องผลประโยชน์ของราษฎร กลับดำเนินการแผ้วถางป่ากว่า 30 ไร่และตั้งแท่นเลื่อยไม้ห่างจากหน่วยป้องกันป่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร บ่งบอกถึงสภาวะความย่ามใจในอำนาจและการสิ้นเกรงต่ออาญาสิทธิ์แห่งกฎหมายอย่างรุนแรง สิ่งนี้สะท้อนว่าในสายตาของผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นบางกลุ่ม กฎหมายมีไว้เพียงเพื่อบังคับใช้กับผู้ไร้อำนาจ ในขณะที่ทรัพยากรสาธารณะถูกมองเป็น “สมบัติไร้เจ้าของ” ที่ใครมีอำนาจย่อมสามารถตักตวงไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัวได้โดยปราศจากความละอายใจ
การขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ของข้าราชการเช่นนี้เอง ที่เป็นตัวการสำคัญในการถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้กว้างขึ้น เพราะเมื่อผู้ถือครองอำนาจรัฐกลายเป็นหัวหน้าขบวนการกระทำผิดเสียเอง ประชาชนย่อมสูญเสียที่พึ่งและสูญเสียความเชื่อมั่นในระบอบการปกครอง นำไปสู่บทสรุปที่ว่าการปฏิรูปกฎหมายป่าไม้หรือการเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หากแต่ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นและการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งที่มีพฤติกรรม “มาเฟียในเครื่องแบบ” อย่างเด็ดขาด เพื่อมิให้ทรัพยากรของแผ่นดินต้องตกเป็นเหยื่อของอำนาจมืดภายใต้หน้ากากข้าราชการอีกต่อไป



