วันเสาร์, พฤษภาคม 23, 2026
หน้าแรกท้องถิ่นบทเรียนจาก “โฮปเวลล์” ทิ้งฝัน “ยกระดับ” สู่โศกนาฏกรรม "จุดตัดรถไฟ"

Related Posts

บทเรียนจาก “โฮปเวลล์” ทิ้งฝัน “ยกระดับ” สู่โศกนาฏกรรม “จุดตัดรถไฟ”

หากอภิมหาโปรเจกต์หมื่นล้านอย่าง “โฮปเวลล์” ไม่แท้งกลางคัน… หลายชีวิตบนท้องถนนในกรุงเทพฯคงไม่ต้องจบลงใต้ไม้กั้นรถไฟพื้นราบ! มหากาพย์ความล้มเหลวที่ทิ้งไว้เพียงซากตอม่อร้าง ไม่ได้จ่ายแค่ “ราคา” แต่ถูกแลกด้วยคราบเลือดและโศกนาฏกรรมซ้ำซากที่คนไทยต้องทนแบกรับไม่สิ้นสุด”

“โฮปเวลล์” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร คือหนึ่งในอภิมหาโครงการคมนาคมที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ทว่า… ไม่ใช่ในฐานะความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ แต่ในฐานะอนุสรณ์สถานแห่งความล้มเหลวที่ทิ้งไว้เพียงเสาตอม่อค้ำยัน  คดีความฟ้องร้องมูลค่ามหาศาล และที่ร้ายแรงที่สุดคือ “ต้นทุนทางชีวิต” จากอุบัติเหตุบนจุดตัดทางรถไฟที่ควรจะหมดไปตั้งแต่นานมาแล้ว

ย้อนกลับไปในปี 2533 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานครเผชิญวิกฤตการจราจรขั้นสูงสุด หนึ่งในตัวการสำคัญคือ “จุดตัดทางรถไฟพื้นราบ” ที่เมื่อใดก็ตามเมื่อมีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน เมืองทั้งเมืองจะต้องหยุดชะงัก รถยนต์ท้ายแถวยาวสะสมหลายกิโลเมตร และเสี่ยงต่ออุบัติเหตุรุนแรงตลอดเวลา

บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ของนายกอร์ดอน วู นักธุรกิจชาวฮ่องกง จึงได้เสนออภิมหาโครงการโครงสร้างยกระดับทับซ้อน 3 ชั้น เพื่อแยกการจราจรออกจากกันโดยเด็ดขาด คือ ชั้นบนสุด เป็นทางด่วนยกระดับสำหรับรถยนต์ ชั้นกลาง เป็นระบบรถไฟฟ้ายกระดับชุมชน และ ชั้นล่างสุด สำหรับรถไฟทางไกลและรถไฟชานเมืองของการรถไฟแห่งประเทศไทย

หัวใจสำคัญของโฮปเวลล์คือการจับ “รถไฟยกขึ้นฟ้าทั้งหมด” ซึ่งหากทำสำเร็จ รถยนต์บนถนนพื้นราบจะสามารถขับผ่านไปมาได้อย่างอิสระ ไม่มีไม้กั้น ไม่มีสัญญาณไฟ และจะไม่มีวันเกิดอุบัติเหตุรถชนกับรถไฟในเส้นทางนี้อีกต่อไป

หลังเริ่มก่อสร้างในปี 2534 โครงการกลับเผชิญมรสุมรอบด้าน ทั้งปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ปัญหาการเงิน และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ผ่านไป 7 ปี โครงการคืบหน้าไปเพียง 10-13% จนกระทั่งในปี 2541 รัฐบาลมีมติบอกเลิกสัญญา ด้วยเหตุผลว่าโฮปเวลล์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญา

ผลลัพธ์ที่เหลือทิ้งไว้คือ “เสาตอม่อร้าง” หลายร้อยต้นที่ทอดยาวเลียบทางรถไฟ คนกรุงในยุคนั้นขนานนามว่า “สโตนเฮนจ์เมืองไทย” หรือ “อนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลว” แต่ในมุกตลกนั้น มีความจริงอันโหดร้ายซ่อนอยู่ เพราะความล้มเหลวของโฮปเวลล์ ต้องถูกจ่ายด้วย “ชีวิต” ของประชาชน ระบบรางทั้งหมดต้องกลับลงมาอยู่ที่พื้นราบตามเดิม ไม้กั้นทางรถไฟยังคงต้องทำงาน จุดตัดทางรถไฟสายเหนือ/อีสาน ย่านหลักสี่ ย่านดอนเมือง กลายเป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มหากาพย์ความล้มเหลวของโฮปเวลล์ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งของไทย ปัจจุบัน เสาตอม่อร้างเหล่านั้นถูกทุบทำลายไปเกือบหมดสิ้น เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับการมาถึงของ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ซึ่งทำหน้าที่สานต่อเจตนารมณ์เดิมของโฮปเวลล์ได้สำเร็จในอีกสองทศวรรษต่อมา

วันนี้ แม้รถไฟฟ้าสายสีแดงจะเข้ามาทำหน้าที่ลบฝันร้ายและยุติโศกนาฏกรรมจุดตัดรถไฟย่านนี้ลงได้ แต่มันก็เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า “ความล่าช้าและการทุจริตเชิงนโยบายในโครงการสาธารณูปโภค ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องตัวเลขในบัญชี แต่หมายถึงความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนที่ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้”

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts