วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวคปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด ขอประชาชนเชื่อมั่นฐานะการเงินธุรกิจยังแข็งแกร่ง

คปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด ขอประชาชนเชื่อมั่นฐานะการเงินธุรกิจยังแข็งแกร่ง

คปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด ขอประชาชนเชื่อมั่นฐานะการเงินธุรกิจยังแข็งแกร่ง พร้อมใช้ Stress Test ประเมินความเสี่ยงเชิงรุก

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ติดตามสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินโลก ตลอดจนต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผ่านมายังภาคธุรกิจประกันภัยไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินมาตรการติดตามเชิงรุกและประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทยได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ทั้งด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ภาวะตลาดการเงินโลก และความผันผวนของตลาดทุน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังภาคธุรกิจประกันภัยไทยในหลายมิติ ทั้งด้านรายได้ที่อาจชะลอตัว ต้นทุนค่าสินไหมทดแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าซ่อมแซม และค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนความเสี่ยงด้านฐานะการเงิน สภาพคล่อง และต้นทุนการประกันภัยต่อจากผลกระทบของตลาดประกันภัยต่อโลก (Global Reinsurance Market) ซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้น (Selective Hardening)

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยไทยในปี 2569 อาจมีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมชะลอลงจากประมาณการเดิม จากแรงกดดันของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่อ่อนแอลง และความผันผวนของตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความตระหนักด้านสุขภาพของประชาชน แม้อาจเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านค่ารักษาพยาบาลและต้นทุนเวชภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ในด้านฐานะความมั่นคงทางการเงิน ภาคธุรกิจประกันภัยไทยโดยรวมยังคงมีความมั่นคงและสามารถรองรับความผันผวนจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกได้ โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่า บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) อยู่ที่ร้อยละ 442.4 และ 367.2 ตามลำดับ ซึ่งยังสูงกว่าระดับ ที่สำนักงาน คปภ. กำหนดไว้ที่ร้อยละ 140 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของฐานะเงินกองทุนของภาคธุรกิจประกันภัยไทย และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในระดับที่เหมาะสม

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการประเมินผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของ ภาคธุรกิจประกันภัยภายใต้สถานการณ์จำลอง (Internal Stress Test Scenario) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครอบคลุมความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของมูลค่าตราสารทุน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าสินไหมทดแทน รวมถึงผลกระทบต่อเบี้ยประกันภัยสงครามและตลาดประกันภัยต่อ

จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยผลการทดสอบสะท้อนว่า บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยส่วนใหญ่ยังคงมีระดับเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการทดสอบด้านสภาพคล่อง (Liquidity Test) ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งผลการประเมินพบว่า ภาพรวมบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับภาระผูกพัน และสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ในระดับที่เหมาะสม โดยในระยะต่อไป สำนักงาน คปภ. จะยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ภาวะตลาดทุน ต้นทุนการรับประกันภัย ตลอดจนโครงสร้างของตลาดประกันภัยต่อโลก ซึ่งมีแนวโน้มคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้นและส่งผลต่อต้นทุนการรับประกันภัยต่อ โดยอาจส่งผ่านมายังแนวโน้มการดำเนินธุรกิจประกันภัยไทยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่งทางทะเล การบิน พลังงาน ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดการเงิน

“สำนักงาน คปภ. ขอยืนยันว่า ระบบประกันภัยไทยยังคงมีความมั่นคงแข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวน จากปัจจัยภายนอกได้ โดยขอให้ประชาชนและผู้เอาประกันภัยมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยไทยยังมีฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงและความสามารถในการดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จะดำเนินมาตรการติดตามเชิงรุก วิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Stress Test) และติดตามบริษัทประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัย และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจประกันภัยสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าว

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

จี้ อสส. ฟันล้มละลาย ‘ทักษิณ’ ทวงภาษี 1.7 หมื่นล้าน โฆษกอสส.รับลูก เผยตั้งทีมร่วมสรรพากรลุยสอบแล้ว

https://www.youtube.com/watch?v=VdNy2a80Bec วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ บุกยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด (อสส.) จี้เร่งฟ้องคดีล้มละลายและขอศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 'ทักษิณ ชินวัตร' เพื่อทวงหนี้ภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท ก่อนหมดอายุความเดือนมีนาคม 2570 ด้านโฆษก อสส. เผยอัยการสูงสุดสั่งตั้งคณะทำงานร่วมกับกรมสรรพากรเร่งพิจารณาสำนวนแล้ว ยืนยันทำงานโปร่งใสพร้อมแจงสังคมทุกมิติ นายวัชระ เพชรทอง เดินทางมายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอให้เร่งรัดการดำเนินคดีล้มละลายกับนายทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างอิงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50(2) และมาตรา 10 เพื่อติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่ 6890/2568 จำนวนกว่า 17,000 ล้านบาท นายวัชระระบุว่าพฤติการณ์ของจำเลยมีเจตนาลวงซ่อนเร้นอำพรางการถือและขายหุ้นเพื่อหลีกหนีการชำระภาษี ประกอบกับคดีจะขาดอายุความในวันที่ 27 มีนาคม...

จี้ ป.ป.ช. ฟันอธิบดีสรรพากร! “วัชระ” ร้องสอบละเว้นเก็บภาษี “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ก่อนหมดอายุความ

https://www.youtube.com/shorts/fBP08QJRD8g "วัชระ เพชรทอง" ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ร้องตั้งคณะไต่สวนเอาผิดอธิบดีกรมสรรพากรและพวก ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้ "ทักษิณ ชินวัตร" 17,600 ล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลฎีกา เผยเคยส่งหนังสือจี้ 4 รอบแต่ไร้ผล ระบุคดีจ่อหมดอายุความ มี.ค. 70 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อชี้เบาะแสและขอให้พิจารณาไต่สวนดำเนินคดีอธิบดีกรมสรรพากรรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีไม่เรียกเก็บภาษีเงินได้จำนวน 17,600 ล้านบาท จากนายทักษิณ ชินวัตร ตามคำพิพากษาศาลฎีกา นายวัชระ ระบุในหนังสือร้องเรียนว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ทำหนังสือทวงถามไปยังอธิบดีกรมสรรพากรมาแล้วถึง 4 ฉบับ เพื่อขอให้เร่งรัดการจัดเก็บภาษีเงินได้ของนายทักษิณโดยด่วนที่สุด...

กระทรวงอุตสาหกรรม มอบรางวัล Green Industry Award 2026 เชิดชูองค์กรต้นแบบ 184 แห่ง “วราวุธ” เผยเร่งอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู้กติกาโลก

กระทรวงอุตสาหกรรม มอบรางวัล Green Industry Award 2026 เชิดชูองค์กรต้นแบบ 184 แห่ง “วราวุธ” เผยเร่งอุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู้กติกาโลก-พร้อมดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเสริมธุรกิจ โตคู่ชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Green Industry Award 2026 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ ชั้น 3 สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ เพื่อเชิดชูเกียรติสถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์ประเมินอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) และระดับ 5 เครือข่ายสีเขียว...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.