วันอาทิตย์, กรกฎาคม 12, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวคปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด ขอประชาชนเชื่อมั่นฐานะการเงินธุรกิจยังแข็งแกร่ง

คปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด ขอประชาชนเชื่อมั่นฐานะการเงินธุรกิจยังแข็งแกร่ง

คปภ. ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลางต่อภาคประกันภัยไทยอย่างใกล้ชิด ขอประชาชนเชื่อมั่นฐานะการเงินธุรกิจยังแข็งแกร่ง พร้อมใช้ Stress Test ประเมินความเสี่ยงเชิงรุก

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ติดตามสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดทุนและตลาดการเงินโลก ตลอดจนต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผ่านมายังภาคธุรกิจประกันภัยไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินมาตรการติดตามเชิงรุกและประเมินผลกระทบต่อภาคธุรกิจประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทยได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง ทั้งด้านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ภาวะตลาดการเงินโลก และความผันผวนของตลาดทุน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังภาคธุรกิจประกันภัยไทยในหลายมิติ ทั้งด้านรายได้ที่อาจชะลอตัว ต้นทุนค่าสินไหมทดแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าซ่อมแซม และค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนความเสี่ยงด้านฐานะการเงิน สภาพคล่อง และต้นทุนการประกันภัยต่อจากผลกระทบของตลาดประกันภัยต่อโลก (Global Reinsurance Market) ซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้น (Selective Hardening)

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการของธุรกิจประกันภัยไทยในปี 2569 อาจมีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรวมชะลอลงจากประมาณการเดิม จากแรงกดดันของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่อ่อนแอลง และความผันผวนของตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความตระหนักด้านสุขภาพของประชาชน แม้อาจเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านค่ารักษาพยาบาลและต้นทุนเวชภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ในด้านฐานะความมั่นคงทางการเงิน ภาคธุรกิจประกันภัยไทยโดยรวมยังคงมีความมั่นคงและสามารถรองรับความผันผวนจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกได้ โดยข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่า บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) อยู่ที่ร้อยละ 442.4 และ 367.2 ตามลำดับ ซึ่งยังสูงกว่าระดับ ที่สำนักงาน คปภ. กำหนดไว้ที่ร้อยละ 140 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของฐานะเงินกองทุนของภาคธุรกิจประกันภัยไทย และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในระดับที่เหมาะสม

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการประเมินผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของ ภาคธุรกิจประกันภัยภายใต้สถานการณ์จำลอง (Internal Stress Test Scenario) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครอบคลุมความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของมูลค่าตราสารทุน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าสินไหมทดแทน รวมถึงผลกระทบต่อเบี้ยประกันภัยสงครามและตลาดประกันภัยต่อ

จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยผลการทดสอบสะท้อนว่า บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยส่วนใหญ่ยังคงมีระดับเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการทดสอบด้านสภาพคล่อง (Liquidity Test) ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งผลการประเมินพบว่า ภาพรวมบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับภาระผูกพัน และสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ในระดับที่เหมาะสม โดยในระยะต่อไป สำนักงาน คปภ. จะยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ภาวะตลาดทุน ต้นทุนการรับประกันภัย ตลอดจนโครงสร้างของตลาดประกันภัยต่อโลก ซึ่งมีแนวโน้มคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้นและส่งผลต่อต้นทุนการรับประกันภัยต่อ โดยอาจส่งผ่านมายังแนวโน้มการดำเนินธุรกิจประกันภัยไทยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่งทางทะเล การบิน พลังงาน ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะตลาดการเงิน

“สำนักงาน คปภ. ขอยืนยันว่า ระบบประกันภัยไทยยังคงมีความมั่นคงแข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวน จากปัจจัยภายนอกได้ โดยขอให้ประชาชนและผู้เอาประกันภัยมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยไทยยังมีฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงและความสามารถในการดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล จะดำเนินมาตรการติดตามเชิงรุก วิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Stress Test) และติดตามบริษัทประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัย และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจประกันภัยสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าว

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

จับตา 2 ก.ย.นี้…ศาลสั่ง ดีเอสไอ ชี้แจง 5 ปมร้อน คดีทุจริตโอทีการท่าเรือฯ

https://www.youtube.com/watch?v=ZPPycFDe1Tc ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีประวัติศาสตร์การฟ้องร้องระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานยุติธรรมชั้นนำ ในคดีหมายเลขดำที่ อท 79/2569 ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง นายกฤษฎา อินทามระ หรือที่รู้จักกันในนาม "ทนายปราบโกง" กับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งให้ทาง ดีเอสไอ เร่งชี้แจงประเด็นข้อขัดแย้งสำคัญในเรื่องความโปร่งใสและอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน คดีพิเศษที่ 4/2557 (คดีทุจริตเงินค่าล่วงเวลาของพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย) โดยปมขัดแย้งหลักที่ ดีเอสไอ ต้องตอบคำถามศาลให้ชัดเจนภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีดังนี้1. ความชอบธรรมและขั้นตอนการสอบสวนเกิดข้อกังขาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับที่มา สาเหตุ และขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมดในคดีพิเศษที่ 4/2557 ว่าการเข้ารับทำคดีและการตั้งข้อกล่าวหาของ ดีเอสไอ ในขณะนั้น เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ ข้อกฎหมาย และขั้นตอนที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ หรือมีการข้ามขั้นตอนเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง 2.อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ (จำเลย)ประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจของคดีคือ ตัวจำเลยซึ่งเป็นอดีตรองอธิบดี...

หนองปรือเดินหน้า “ตำบลยั่งยืน” ผนึกทุกภาคส่วนสร้างชุมชนเข้มแข็ง ป้องกันยาเสพติดแบบครบวงจร

สถานีตำรวจภูธรหนองปรือ เดินหน้าขับเคลื่อน โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง ลดปัญหายาเสพติด และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน การดำเนินโครงการครั้งนี้ นำโดย พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองปรือ พร้อมด้วย นายนพปฎล กองวิสัยสุข ประธาน กต.ตร. สภ.หนองปรือ คณะกรรมการ กต.ตร. ข้าราชการ ผู้นำชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ โครงการมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็น “ชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน” เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นพื้นที่คุณภาพสำหรับประชาชนและเยาวชนในอนาคต #สภหนองปรือ #ตำบลยั่งยืน #ชุมชนปลอดยาเสพติด...

ศาลแพ่งสั่งแบงก์กสิกรฯ ร่วมชดใช้ 1 ล้านบาท ปมปล่อยเคสโอนเงินผิดปกติหลังเที่ยงคืนให้มิจฉาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.3955/2568 ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง บริษัท มิสชาล็อต จำกัด (โจทก์) บริษัทผู้ให้บริการจัดการและดูแลผลประโยชน์ทรัพย์สินให้แก่ดารา ศิลปิน และนักแสดง กับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (จำเลย) ในข้อหาผิดสัญญาฝากทรัพย์ โดยมีทุนทรัพย์ฟ้องร้องสูงถึง 4,000,000 บาท คดีนี้ชนวนเหตุเกิดจากการที่ บริษัท มิสชาล็อต จำกัด ได้ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินออกไปจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,000,000 บาท ทางฝั่งโจทก์จึงยื่นฟ้องธนาคาร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.