วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีนเจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

Related Posts

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ “การต่อรอง” เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ “ความร่วมมือ” ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก”

บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร

แนวคิด “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี

“การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ที่มุ่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศต่าง ๆ แม้จะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับภาระหนี้ในบางกรณี แต่สำหรับหลายประเทศ โครงการนี้เปิดโอกาสเข้าถึงเงินทุนและตลาดที่เคยปิดกั้น

ประเทศที่ยึดความร่วมมือเป็นหลักมักได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนกว่า ปากีสถานเป็นตัวอย่างสำคัญ  ความร่วมมือจีน-ปากีสถาน ในระเบียบเศรษฐกิจ (CPEC) นำมาซึ่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรือกวาดาร์ ถนน โรงไฟฟ้า และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งช่วยลดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าและสร้างงานในท้องถิ่น  แม้ปากีสถานจะเผชิญปัญหาภายในหลายด้าน แต่การเลือกเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ทำให้ปากีสถานมีทางเลือกในการพัฒนามากขึ้น และมีเสียงในเวทีระหว่างประเทศที่หนักแน่นขึ้น

ในทวีปแอฟริกา หลายประเทศ เช่น เอธิโอเปีย เคนยา และ รวันดา ได้รับประโยชน์จากการร่วมมือกับจีนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งรถไฟความเร็วสูง ทางด่วน พอร์ต และเขตอุตสาหกรรม ประเทศเหล่านี้มักมองจีนเป็นหุ้นส่วนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มากกว่าการตั้งเงื่อนไขทางการเมืองที่เข้มงวด ขณะที่ประเทศที่เลือกใช้การต่อรองเป็นหลัก เช่น การเล่นเกมระหว่างมหาอำนาจ เพื่อเรียกผลประโยชน์สูงสุด อาจได้ข้อตกลงที่น่าพอใจในระยะสั้น แต่บ่อยครั้งต้องแลกด้วยความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์และต้นทุนทางการเมืองภายใน

อย่างไรก็ดี การร่วมมือไม่ได้หมายถึงการยอมจำนนต่อผลประโยชน์ของจีนทั้งหมด ประเทศคู่ร่วมมือที่ฉลาดจะต้องเจรจาให้เกิดความสมดุล ทั้งการปกป้องอุตสาหกรรมภายใน การกำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ ความร่วมมือที่ยั่งยืนจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมที่แท้จริง ไม่ใช่การพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

สำหรับจีนเอง การสร้างประเทศให้เจริญรอบด้านและประชาชนอยู่ดีมีสุข เป็นเป้าหมายภายในที่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ภายนอก หากจีนสามารถแสดงให้โลกเห็นว่าความร่วมมือนำมาซึ่งการพัฒนาที่จับต้องได้ ก็จะเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดหุ้นส่วนใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน จีนก็ต้องระวังไม่ให้ความร่วมมือกลายเป็นการขยายอิทธิพลที่สร้างความกังวลให้ประเทศเล็ก ซึ่งจะผลักให้พวกเขาเลือกเส้นทางต่อรองแทน

โดยสรุป “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ไม่ใช่เพียงสโลแกนทางการทูต แต่เป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนปรัชญาการพัฒนาของจีน ที่เชื่อว่าการพึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็งและการเปิดกว้างอย่างมีศักดิ์ศรี สามารถเดินไปด้วยกันได้ ประเทศที่เลือกความร่วมมือเป็นหลักอย่างปากีสถาน และหลายประเทศในแอฟริกา ได้พิสูจน์ว่าผลประโยชน์ที่ยั่งยืนมักมาจากการสร้างสรรค์ร่วมกัน มากกว่าการต่อรองเพื่อเอาชนะกันเพียงฝ่ายเดียว ท่ามกลางโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้เปรียบกว่าใคร แต่เป็นว่าเราจะร่วมกันสร้างอนาคตที่ทุกฝ่ายอยู่ดีมีสุขได้อย่างไร ซึ่งนั่นคือบทเรียนที่ทั้งจีนและประชาคมโลกควรเรียนรู้ร่วมกัน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts