วันศุกร์, กันยายน 11, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวแกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง”...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น “กล่องดำทางการเงิน” ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?”

ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ

ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ “กระแสเงินสดไร้ร่องรอย”

ในทางอาชญวิทยาทางการเงิน ขั้นตอนแรกของการฟอกเงินคือ การนำเงินสดเข้าสู่ระบบ สำหรับวัดที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านวัตถุมงคล “เงินสด” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลเวียนอยู่นอกระบบการเงินอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นตู้บริจาค ปัจจัยค่าน้ำมนต์ การทำบุญสะเดาะเคราะห์ หรือการเช่าบูชาพระเครื่องหน้าร้าน ทั้งหมดนี้รับเป็นเงินสด ไม่มีใบเสร็จรับเงินตามมาตรฐานบัญชี และไม่มีระบบบันทึกจุดขาย (POS) เชื่อมโยงภาษี

ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมความเชื่อของไทยยังสร้าง “สุญญากาศทางนิยามทรัพย์สิน” เมื่อญาติโยมถวายซองโดยตรงแก่พระ กฎหมายและจารีตกลับไม่สามารถแยกแยะได้เด็ดขาดว่า เงินดังกล่าวถือเป็น “ศาสนสมบัติของวัด” หรือเป็น “ลาภส่วนตัวโดยเสน่หา” ช่องโหว่นี้ทำให้เงินสดจำนวนหลายสิบล้านถูกคัดแยกออกจากบัญชีกลางของวัดได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม

ถอดสูตร 3 จังหวะ จาก “ตู้บริจาค” สู่ “ขุมทองในเซฟ”

จากการแกะรอยพฤติการณ์ในคดี พบรูปแบบการเปลี่ยนสภาพเงิน ที่ดำเนินไปอย่างมีแบบแผนใน 3 ขั้นตอน คือ 1. ไซฟอนเงินสด รวบรวมเงินสดจากตู้บริจาคและการจำหน่ายวัตถุมงคล นำเข้าเก็บไว้ในกุฏิโดยตรง ไม่นำฝากเข้าบัญชีวัดในนามนิติบุคคล เป็นการตัดตอนข้อมูลทางบัญชีไม่ให้ไวยาวัจกรหรือกรรมการวัดรับรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ 2. นอมินีตัดตอน ส่งมอบเงินสดให้ “สีกาคนสนิท” ทยอยนำฝากเข้าบัญชีส่วนตัว หรือกระจายเข้าบัญชีเครือญาติเพื่อซื้อสินทรัพย์ ตัดเส้นทางธุรกรรม ตัวพระไม่ต้องออกหน้าทำนิติกรรม เลี่ยงการตรวจสอบของ พศ. และ 3. แปรสภาพเป็นทอง แปลงเงินสดเป็น “ทองคำแท่ง-พระพุทธรูปทองคำ” และกว้านซื้อวัตถุมงคลหายาก สร้างสินทรัพย์มีมูลค่าสูงในตัวเอง ขนย้ายง่าย ไร้ประวัติดิจิทัล และอำพรางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดได้ ซึ่ง “ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว”

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?”

คำตอบอยู่ที่ มาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่เจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนวัดแต่เพียงผู้เดียว ในความเป็นจริง ไวยาวัจกรและคณะกรรมการวัดมักเป็นเพียง “ตรายาง” ที่เจ้าอาวาสเป็นผู้แต่งตั้ง หากคนใดเริ่มสงสัยหรือตรวจสอบ ก็สามารถถูกถอดถอนได้ทันที

ขณะเดียวกัน ระบบการกำกับดูแลของรัฐก็มีช่องโหว่ถึง 3 มิติ คือ 1.ไร้มาตรฐานบัญชี วัดไม่ใช่นิติบุคคลเชิงพาณิชย์ จึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องส่งงบดุลที่รับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต 2.ปลอดการตรวจสอบทรัพย์สิน แม้เจ้าอาวาสจะมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่กลับไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เหมือนข้าราชการระดับสูง และ 3.กำแพงศีลธรรมค้ำคอ สังคมมักมองการตรวจสอบเงินวัดเป็นเรื่อง “การลบหลู่ครูบาอาจารย์” หรือ “ทำลายศาสนา” ส่งผลให้ผู้ตรวจกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาผู้ศรัทธา

ไม้ตาย ปปง. เช็กบิลยึดทรัพย์ทั้งกระดาน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คดีนี้ไม่จบลงแค่การจับสึก คือการที่ตำรวจกองปราบปรามดำเนินคดีในข้อหา ยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.147, ม.157) ฐานความผิดนี้เข้าข่าย “ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน (ปปง.)” โดยทันที ซึ่งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และเปิดใช้กลไก โอนภาระการพิสูจน์ ผู้ถูกกล่าวหาและนอมินีจะต้องเป็นฝ่ายนำหลักฐานมาชี้แจงให้ได้ว่า เงินสดในบัญชี บ้าน รถหรู และทองคำแท่งมูลค่านับร้อยล้าน ได้มาจากแหล่งรายได้สุจริตใด หากชี้แจงที่มาไม่ได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกศาลสั่งยึดตกเป็นของแผ่นดินหรือคืนแก่วัด

ถึงเวลาผ่าตัด “บัญชีวัดไทย”

กรณีวัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น “กล่องดำทางการเงิน” ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การตั้งรับรอให้เกิดคดี แต่คือการปฏิรูปเชิงระบบ ต้องกำหนดให้วัดที่มีรายรับเกินเกณฑ์ รับเงินบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตัดวงจรเงินสดไร้ตัวตน ต้องบังคับให้วัดขนาดใหญ่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอิสระตรวจสอบงบการเงินประจำปี พร้อมเผยแพร่สรุปต่อสาธารณะ และต้องแยกบัญชีพระออกจากบัญชีวัด กำหนดแนวปฏิบัติและเพดานที่ชัดเจนว่า สิ่งใดคือศาสนสมบัติ และสิ่งใดคือลาภส่วนบุคคล

เมื่อความศรัทธาของประชาชนหมุนเวียนกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล วัดจึงไม่อาจบริหารจัดการด้วยระบบ “ความไว้วางใจส่วนบุคคล” ได้อีกต่อไป ความโปร่งใสไม่ใช่การทำลายพุทธศาสนา หากแต่เป็นเกราะคุ้มกันเดียวที่จะปกป้องพระธรรมวินัยจากผู้แสวงหาผลประโยชน์ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

เจาะโมเดล BRI “ร่วมมือดีกว่าต่อรอง” ทิศทางการพัฒนาของจีนกับบทเรียนสำหรับโลก

“ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัย คำถามสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญคือ จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยตรรกะของ "การต่อรอง" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดเฉพาะหน้า หรือจะเลือกเดินเส้นทางของ "ความร่วมมือ" ที่มุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างชัดเจนผ่านทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งสร้างความเจริญรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีมีสุข บนหลักการพึ่งพาตนเองเป็นที่ตั้ง และพร้อมร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปทั่วทั้งโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร แนวคิด "ร่วมมือดีกว่าต่อรอง" ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน จากการเป็นประเทศที่เคยถูกคุกคามและเสียเปรียบในสนธิสัญญาไม่เสมอภาค จนนำมาสู่การยืนหยัดบนขาของตนเอง การพึ่งลำแข้งตนเองจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา โดยเฉพาะการสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี การผลิต และความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน แต่การพึ่งพาตนเองในมุมของจีนไม่ได้หมายถึงการปิดประเทศ หากหมายถึงการมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงพอจะเปิดประเทศอย่างมั่นใจ และร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี “การต่อรอง” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์เป็นเกมผลบวกศูนย์ ฝ่ายหนึ่งได้ย่อมหมายถึงอีกฝ่ายเสีย จึงนำไปสู่การกดดัน การแลกเปลี่ยนที่เสียเปรียบ หรือการบีบบังคับให้ยอมรับเงื่อนไข ขณะที่ “ความร่วมมือ” ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลประโยชน์สามารถขยายได้ หากต่างฝ่ายต่างลงทุนและแบ่งปันกันอย่างเป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ...

สังคมอารมณ์สมบูรณ์ บทสะท้อน “สังคมนิยม” อัตลักษณ์จีน

“ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ระบอบสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และแนวคิดการพัฒนาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม แนวคิด "สังคมอารมณ์สมบูรณ์" (Emotionally Complete Society) มิได้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปณิธานอันแน่วแน่ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง เกื้อกูลกัน และพัฒนาไปอย่างยั่งยืน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร สังคมที่เจริญรอบด้าน มิติแห่งการพัฒนาที่สมดุล คือหัวใจสำคัญของสังคมอารมณ์สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม และนิเวศวิทยา การพัฒนาเศรษฐกิจ มิได้มุ่งเพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายการขจัดความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยกระดับชีวิตของผู้คนนับร้อยล้าน ให้หลุดพ้นจากความยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บ้านเมืองสงบสุข : รากฐานแห่งความมั่นคงและความปรองดอง สังคมอารมณ์สมบูรณ์ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง การธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เท่าเทียม และระบบยุติธรรมที่โปร่งใส...

M82 เปิดแล้ว แต่ปิดตำนาน “พระราม 2 ถนน 7 ชั่วโคตร” ได้จริงหรือ?

น่ายินดีอย่างยิ่งที่มอเตอร์เวย์ M82 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เปิดให้ประชาชนทดลองใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง แล้ว คนที่ใช้พระราม 2 เป็นประจำคงเข้าใจดีว่า ข่าวนี้มีความหมายแค่ไหน หลายปีที่ผ่านมา ต้องเจอกับรถติด ทางเบี่ยง การปิดช่องจราจร ฝุ่นละออง และอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างอยู่เป็นระยะ คนที่อยู่และทำงานแถวนั้นได้รับผลกระทบกันมานานจริงๆ กรมทางหลวงระบุว่าจะเปิดให้ใช้ฟรีไปก่อน ระหว่างติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมการจราจร โดยตั้งเป้าเปิดเต็มรูปแบบและเริ่มเก็บค่าผ่านทางในปี 2572 1. M82 เปิดแล้ว... เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ M82 ช่วยเพิ่มทางเลือกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทางตะวันตกและภาคใต้ ช่วยแบ่งรถออกจากถนนพระราม 2 ด้านล่าง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนรอมานาน แต่ M82 ที่เปิดวันนี้ ยังเป็นช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ไม่ใช่มอเตอร์เวย์ลงใต้ที่ต่อเนื่องตลอดสาย ผู้ที่จะเดินทางต่อไปยังสมุทรสงคราม เพชรบุรี หรือภาคใต้ ยังต้องใช้ถนนพระราม...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.