วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวแกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง”...

แกะรอยกลโกง “บัญชีวัด” “นอมินี-ทองคำแท่ง” เส้นทางฟอกเงินใต้เงา “ศรัทธา”

“ปฏิบัติการไซฟอนเงิน 92 ล้าน สู่ของกลางกว่า 2,000 รายการ บทเรียนราคาแพงเมื่อ “ความศรัทธา” กลายเป็นเครื่องมืออาชญากรรมทางการเงินที่ไร้ผู้ตรวจสอบ วัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น “กล่องดำทางการเงิน” ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?”

ภาพการคุมตัวอดีตพระเกจิชื่อดังวัดพุทไธศวรรย์และ “สีกาคนสนิท” พร้อมของกลางเงินสด ทองคำแท่ง พระพุทธรูปทองคำ และวัตถุมงคลกว่า 2,000 รายการ อาจดูคล้ายคดีโลกวัชชะและชู้สาวทั่วไปที่ปรากฏในพาดหัวข่าวรายวัน ทว่าหากลอกเปลือกดราม่าอารมณ์ออกไป สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกคือ “โมเดลฟอกเงินระดับตำรา” ที่อาศัยจุดบอดของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เปลี่ยนเม็ดเงินบุญให้กลายเป็นขุมทรัพย์ส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ

ต้นธารเงินมืด ทำไมวัดถึงเป็นสวรรค์ของ “กระแสเงินสดไร้ร่องรอย”

ในทางอาชญวิทยาทางการเงิน ขั้นตอนแรกของการฟอกเงินคือ การนำเงินสดเข้าสู่ระบบ สำหรับวัดที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านวัตถุมงคล “เงินสด” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลเวียนอยู่นอกระบบการเงินอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นตู้บริจาค ปัจจัยค่าน้ำมนต์ การทำบุญสะเดาะเคราะห์ หรือการเช่าบูชาพระเครื่องหน้าร้าน ทั้งหมดนี้รับเป็นเงินสด ไม่มีใบเสร็จรับเงินตามมาตรฐานบัญชี และไม่มีระบบบันทึกจุดขาย (POS) เชื่อมโยงภาษี

ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมความเชื่อของไทยยังสร้าง “สุญญากาศทางนิยามทรัพย์สิน” เมื่อญาติโยมถวายซองโดยตรงแก่พระ กฎหมายและจารีตกลับไม่สามารถแยกแยะได้เด็ดขาดว่า เงินดังกล่าวถือเป็น “ศาสนสมบัติของวัด” หรือเป็น “ลาภส่วนตัวโดยเสน่หา” ช่องโหว่นี้ทำให้เงินสดจำนวนหลายสิบล้านถูกคัดแยกออกจากบัญชีกลางของวัดได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม

ถอดสูตร 3 จังหวะ จาก “ตู้บริจาค” สู่ “ขุมทองในเซฟ”

จากการแกะรอยพฤติการณ์ในคดี พบรูปแบบการเปลี่ยนสภาพเงิน ที่ดำเนินไปอย่างมีแบบแผนใน 3 ขั้นตอน คือ 1. ไซฟอนเงินสด รวบรวมเงินสดจากตู้บริจาคและการจำหน่ายวัตถุมงคล นำเข้าเก็บไว้ในกุฏิโดยตรง ไม่นำฝากเข้าบัญชีวัดในนามนิติบุคคล เป็นการตัดตอนข้อมูลทางบัญชีไม่ให้ไวยาวัจกรหรือกรรมการวัดรับรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ 2. นอมินีตัดตอน ส่งมอบเงินสดให้ “สีกาคนสนิท” ทยอยนำฝากเข้าบัญชีส่วนตัว หรือกระจายเข้าบัญชีเครือญาติเพื่อซื้อสินทรัพย์ ตัดเส้นทางธุรกรรม ตัวพระไม่ต้องออกหน้าทำนิติกรรม เลี่ยงการตรวจสอบของ พศ. และ 3. แปรสภาพเป็นทอง แปลงเงินสดเป็น “ทองคำแท่ง-พระพุทธรูปทองคำ” และกว้านซื้อวัตถุมงคลหายาก สร้างสินทรัพย์มีมูลค่าสูงในตัวเอง ขนย้ายง่าย ไร้ประวัติดิจิทัล และอำพรางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดได้ ซึ่ง “ทองคำแท่งและพระพุทธรูปทองคำ คือสินทรัพย์ในอุดมคติของการฟอกเงิน เพราะซื้อง่ายขายคล่อง มีตลาดรองรับชัดเจน และหากตรวจพบในบริเวณวัด ก็ยังสามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่าเป็นของที่โยมนำมาถวายบูชา ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว”

คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ทำไมถึงทำได้” แต่คือ “ทำไมโครงสร้างถึงเปิดช่องให้ทำมาได้ยาวนาน?”

คำตอบอยู่ที่ มาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่เจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนวัดแต่เพียงผู้เดียว ในความเป็นจริง ไวยาวัจกรและคณะกรรมการวัดมักเป็นเพียง “ตรายาง” ที่เจ้าอาวาสเป็นผู้แต่งตั้ง หากคนใดเริ่มสงสัยหรือตรวจสอบ ก็สามารถถูกถอดถอนได้ทันที

ขณะเดียวกัน ระบบการกำกับดูแลของรัฐก็มีช่องโหว่ถึง 3 มิติ คือ 1.ไร้มาตรฐานบัญชี วัดไม่ใช่นิติบุคคลเชิงพาณิชย์ จึงไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องส่งงบดุลที่รับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต 2.ปลอดการตรวจสอบทรัพย์สิน แม้เจ้าอาวาสจะมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่กลับไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เหมือนข้าราชการระดับสูง และ 3.กำแพงศีลธรรมค้ำคอ สังคมมักมองการตรวจสอบเงินวัดเป็นเรื่อง “การลบหลู่ครูบาอาจารย์” หรือ “ทำลายศาสนา” ส่งผลให้ผู้ตรวจกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาผู้ศรัทธา

ไม้ตาย ปปง. เช็กบิลยึดทรัพย์ทั้งกระดาน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คดีนี้ไม่จบลงแค่การจับสึก คือการที่ตำรวจกองปราบปรามดำเนินคดีในข้อหา ยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.147, ม.157) ฐานความผิดนี้เข้าข่าย “ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน (ปปง.)” โดยทันที ซึ่งให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และเปิดใช้กลไก โอนภาระการพิสูจน์ ผู้ถูกกล่าวหาและนอมินีจะต้องเป็นฝ่ายนำหลักฐานมาชี้แจงให้ได้ว่า เงินสดในบัญชี บ้าน รถหรู และทองคำแท่งมูลค่านับร้อยล้าน ได้มาจากแหล่งรายได้สุจริตใด หากชี้แจงที่มาไม่ได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกศาลสั่งยึดตกเป็นของแผ่นดินหรือคืนแก่วัด

ถึงเวลาผ่าตัด “บัญชีวัดไทย”

กรณีวัดพุทไธศวรรย์จะไม่ใช่กรณีสุดท้าย หากรากฐานโครงสร้างยังคงปล่อยให้วัดเป็น “กล่องดำทางการเงิน” ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การตั้งรับรอให้เกิดคดี แต่คือการปฏิรูปเชิงระบบ ต้องกำหนดให้วัดที่มีรายรับเกินเกณฑ์ รับเงินบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตัดวงจรเงินสดไร้ตัวตน ต้องบังคับให้วัดขนาดใหญ่มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอิสระตรวจสอบงบการเงินประจำปี พร้อมเผยแพร่สรุปต่อสาธารณะ และต้องแยกบัญชีพระออกจากบัญชีวัด กำหนดแนวปฏิบัติและเพดานที่ชัดเจนว่า สิ่งใดคือศาสนสมบัติ และสิ่งใดคือลาภส่วนบุคคล

เมื่อความศรัทธาของประชาชนหมุนเวียนกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล วัดจึงไม่อาจบริหารจัดการด้วยระบบ “ความไว้วางใจส่วนบุคคล” ได้อีกต่อไป ความโปร่งใสไม่ใช่การทำลายพุทธศาสนา หากแต่เป็นเกราะคุ้มกันเดียวที่จะปกป้องพระธรรมวินัยจากผู้แสวงหาผลประโยชน์ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.