วันที่ 25 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นการย้ายและพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ส่อแววเจอสลักสำคัญทางกฎหมาย หลัง นายกฤษฎา อินทามระ “ทนายปราบโกง” พร้อมอดีตพนักงานการท่าเรือฯ เตรียมออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อขอเปิดเผยข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินรายแปลง สารบบที่ดิน และหลักฐานการเวนคืนในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพทั้งหมด ก่อนที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ หรือสั่งปิด-ย้ายท่าเรือ
•จี้เปิด 7 หลักฐานราชการ พิสูจน์ที่มาที่ดินคลองเตย
“ทนายปราบโกง” ระบุว่า การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ระดับเมกะโปรเจกต์บนพื้นที่คลองเตย ไม่ควรเริ่มจากการตั้งข้อกล่าวหาใคร แต่ต้องเริ่มจากการตั้งบนฐานข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส โดยเตรียมขอเปิดเผยเอกสารสำคัญ 7 รายการ ได้แก่
– โฉนดที่ดินรายแปลง และสารบบที่ดิน
– ประวัติการแบ่งแยกและการรวมแปลงที่ดิน
– รายชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมก่อนตกเป็นของรัฐ
– หลักฐานการเวนคืนและพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง
– ฐานกฎหมายที่ใช้ในการได้มาซึ่งที่ดินแต่ละแปลง
– วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนซึ่งรัฐระบุไว้ในขณะทำการเวนคืน
•เปิดปมกฎหมายมหาชน เวนคืนเพื่อ “ท่าเรือ” เอาไปทำ “คอนโด-ห้าง” ได้หรือ?
ประเด็นทางกฎหมายที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในครั้งนี้ คือเรื่อง “วัตถุประสงค์ของการเวนคืน” ตามหลักกฎหมายการปกครองของไทย เนื่องจากการเวนคืนที่ดินเป็นการบังคับใช้อำนาจรัฐเพื่อจำกัดสิทธิของประชาชน หากในอดีตรัฐเวนคืนที่ดินคลองเตยมาจากประชาชนโดยอ้างวัตถุประสงค์เพื่อ “กิจการขนส่งทางน้ำและท่าเรือ” สังคมย่อมมีคำถามตามมาว่า เมื่อรัฐเลิกใช้เป็นท่าเรือแล้ว จะสามารถนำที่ดินผืนดังกล่าวไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ Smart City หรือศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ได้ทันทีหรือไม่ และมีฐานกฎหมายใดรองรับ
“ก่อนจะพูดเรื่องย้ายท่าเรือ หรือเอาพื้นที่ไปทำโครงการอะไร ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ที่ดินแต่ละแปลงรัฐได้มาอย่างไร ถ้าได้มาจากการเวนคืนเพื่อทำท่าเรือ วันนี้จะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น กฎหมายอนุญาตให้ทำได้แค่ไหน ต้องให้เอกสารของรัฐเป็นผู้ตอบสังคม” ทนายปราบโกง ระบุ
•หวั่นกระทบโครงการใหญ่ หากกระดุมเม็ดแรกติดผิด
นักวิเคราะห์ฝ่ายกฎหมายมองว่า หากผลการตรวจสอบสารบบที่ดินพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดินเวนคืนที่มีการระบุวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง การที่รัฐจะนำที่ดินไปให้เอกชนเช่าหรือพัฒนาเชิงพาณิชย์อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครองโดยทายาทหรือเจ้าของเดิม ซึ่งอาจส่งผลให้โครงการพัฒนาพื้นที่คลองเตยทั้งหมดต้องหยุดชะงักและเกิดความเสียหายมูลค่ามหาศาล
การออกมาเคลื่อนไหวของ “ทนายปราบโกง” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังภาครัฐให้ทบทวนข้อกฎหมายและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนให้ชัดเจน “ทีละแปลง ตรวจทีละโฉนด” ก่อนที่จะตัดสินใจเชิงนโยบายใดๆ ต่อไป












