วันจันทร์, กันยายน 28, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวเงินฟาดหัว "ข้าราชการ" ทำให้...

เงินฟาดหัว “ข้าราชการ” ทำให้ “ต้องโง่” และ “ตาบอด” ขุดภูเขาเกาะพะงัน “หายทั้งลูก”

“สิ่งที่ทำให้คดี พะงันโมเดล กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า..ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร? โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง  เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะ ไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล”

“ภูเขาเกาะพะงันทั้งลูกหายไปได้อย่างไร?” เมื่อ ป.ป.ช. ภาค 8 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกเข้าตรวจสอบพื้นที่บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบการลักลอบขุดและทำลายภูเขาจนสภาพเปลี่ยนแปลงไปทั้งลูกอย่างน่าตกใจ ภูเขาทั้งลูกแหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู การบุกรุกดังกล่าวต้องใช้เครื่องจักรหนักเป็นเวลานาน แต่หน่วยงานท้องถิ่นกลับอ้างว่าไม่รู้..ไม่เห็น

พื้นที่ป่าและภูเขาหลายจุดบนเกาะพะงันถูกขุดหน้าดิน และนำดินออกไปในลักษณะทำลายภูเขา  จนสภาพทางกายภาพเปลี่ยนไปทั้งลูก บางจุดปล่อยให้ทำกันมานานโดยไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติและบริษัทนอมินี ที่เข้ามาถือครองที่ดินแปลงใหญ่บนเกาะสมุยและเกาะพะงันอย่างผิดกฎหมาย

สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า “ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง?”

เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน มีการกว้านซื้อที่ดินติดทะเลและพื้นที่ลาดชันบนภูเขา เพื่อสร้างพูลวิลล่าหรูขายหรือทำธุรกิจบริการ โดยไม่สนกฎหมายผังเมืองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ น้ำเสีย หรือความเสียหายต่อแนวปะการังรอบเกาะ หากปล่อยให้ขบวนการนี้ดำเนินต่อไป เอกลักษณ์และความเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินไทยอาจถูกกลืนกินจนแทบไม่เหลือซาก

การที่เครื่องจักรขนาดใหญ่สามารถขึ้นไปขุดภูเขาหายไปทั้งลูกได้ โดยอ้างว่า “ไม่รู้..ไม่เห็น” ถือเป็นความบกพร่องหรืออาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น..หรือเปล่า?

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เกาะพะงันต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากเกาะท่องเที่ยวธรรมชาติ สู่ความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากร เมื่อเกาะพะงันได้รับความนิยมระดับโลก จากงาน Full Moon Party และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ความต้องการที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นายทุนและผู้มีอิทธิพลพยายามเข้าจับจองพื้นที่ จนเกาะขยายตัวแบบไร้ทิศทาง มีการลักลอบตัดไม้มีค่า การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เพื่อนำไปสร้างรีสอร์ท บังกะโล และที่พักตากอากาศ โดยในอดีตเคยมีปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าและตรวจยึดพื้นที่นับร้อยไร่มาแล้วหลายครั้ง

ขณะที่ปมปัญหาช่องโหว่เอกสารสิทธิ์ที่ดิน ก็มีความซับซ้อนของการออกเอกสารสิทธิ์บนเกาะ ไม่ว่าจะเป็นการถือครอง ส.ค.1, น.ส.3ก. หรือโฉนด ที่มักมีข้อครหาว่ามีการออกทับซ้อนพื้นที่ลาดชันเชิงเขา หรือพื้นที่ป่าไม้ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใช้เป็นฐานในการขยายพื้นที่ก่อสร้างลุกล้ำขึ้นไปบนภูเขา ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” กว้านซื้อที่ดิน ถือครองกรรมสิทธิ์แทนชาวต่างชาติ  โดยเฉพาะกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และบริการ ทำให้ที่ดินทำเลทองและพื้นที่ริมทะเล/ภูเขากลายเป็นของต่างชาติโดยพฤตินัย คนท้องถิ่นดั้งเดิมเริ่มสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงที่ดินทำกิน

การปล่อยให้เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทยอย่าง “เกาะพะงัน” ที่ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาวและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ จนภูเขาทั้งลูกค่อยๆ แหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู กลายเป็นคดีสืบสวนสอบสวนที่สังคมกำลังจับตาในชื่อปฏิบัติการสะเทือนวงการ “พะงันโมเดล” เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“สี=ทรัมป์” แบไต๋ “ร่วมมือ” หรือ “เผชิญหน้า” คำตอบหลัง “ซัมมิต”

“การเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของโลก การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการทางการทูต หากแต่สะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการแสวงหา "เส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์" ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คำกล่าวที่ว่า "ร่วมกันเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์" จึงมิได้เป็นเพียงสุนทรพจน์ทางการทูต แต่เป็นกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าทั้งสหรัฐฯและจีนตระหนักว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีมิใช่เกมผลรวมศูนย์ หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนมีรากฐานยาวนานหลายทศวรรษ นับจากการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตในทศวรรษ 1970 ผ่านการเยือนประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ไปจนถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1979 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสองประเทศได้ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความร่วมมือและความตึงเครียด แต่สิ่งที่คงอยู่คือการยอมรับว่าการรักษาช่องทางสื่อสารและความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ คือผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย การเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงเป็นการสานต่อแนวนโยบายที่ทั้งสองฝ่ายได้วางรากฐานไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะความเข้าใจร่วมกันที่ได้จากการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้วางกรอบความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในหลายมิติ การเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญหลายประการ ประการแรก การยืนยันเจตนารมณ์ในการรักษาความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการความแตกต่างอย่างมีความรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ประการที่สอง การสร้างกลไกความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์...

5 ทำเลทอง กทม. รอดมหาอุทกภัย 15 ปีซ้อน

“ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ที่เคยกลืนกินกรุงเทพฯ จนมิดเมือง มีเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรใจกลางมหานครที่น้ำแทบแตะไม่ถึง ไม่ใช่แค่เพราะดวงดีหรือตั้งอยู่บนที่ดอน แต่เบื้องหลังคือ “เกราะเหล็กระดับยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ถูกวางผังไว้ห้ามล่มเด็ดขาด ด้วยโครงข่ายใต้ดิน ปราการคลองสกัดน้ำรอบทิศ และสถานีสูบยักษ์ที่พร้อมดีดน้ำทิ้งลงทะเลในเสี้ยววินาที ทำไมพื้นที่กลุ่มนี้ถึงกลายเป็น “โซนไข่แดงระดับ 1” ที่ได้รับการคุ้มกันหนาแน่นที่สุดในประเทศ?” เจาะลึกโซนปลอดภัยที่สุดในกรุงเทพฯ พื้นที่กลุ่มนี้รอดพ้นทั้งมวลน้ำเหนือปี 2554 และไม่เคยเผชิญน้ำท่วมขังรุนแรงยาวนาน คือ สาทร, สีลม, เพลินจิต, พระราม 4, สุขุมวิทตอนต้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนระดับโครงสร้าง 4 ด้าน การคุ้มกันเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ: เป็นศูนย์กลางระบบสถาบันการเงิน สำนักงานใหญ่ อาคารทูต และโรงพยาบาลศูนย์กลาง (เช่น จุฬาลงกรณ์, บีเอ็นเอช, เซนต์หลุยส์) ภาครัฐและกรุงเทพมหานครจัดเป็น "พื้นที่ไข่แดงระดับ 1" ที่ต้องตรึงกำลังเครื่องสูบน้ำสำรอง เครื่องปั่นไฟ และระบบระบายน้ำไม่ให้ล่มเด็ดขาด โครงข่ายคลองตัดน้ำและสถานีสูบน้ำกำลังสูง...

“ภาษาจีน” กุญแจดอกใหม่ ไขประตูสู่อนาคต

“ในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาษาจีนกลาง (Mandarin Chinese) ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างไม่อาจมองข้าม ด้วยจำนวนผู้ใช้กว่า 1.3 พันล้านคน และสถานะทางเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภาษาจีนจึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารของชนชาติหนึ่งเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น "กุญแจดอกใหม่" ที่เปิดประตูสู่โอกาสและอนาคตในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จีนเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก และเป็นคู่ค้าหลักของประเทศกว่า 120 แห่งทั่วโลก  การเรียนรู้ภาษาจีนจึงเปิดโอกาสทางธุรกิจและการค้าอย่างมหาศาล ผู้ที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ย่อมมีความได้เปรียบในการเจรจา สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนยังเชื่อมโยงประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย  แอฟริกา และยุโรป ทำให้ความต้องการบุคลากรที่สื่อสารภาษาจีนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.