“สิ่งที่ทำให้คดี พะงันโมเดล กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า..ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร? โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะ ไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล”
“ภูเขาเกาะพะงันทั้งลูกหายไปได้อย่างไร?” เมื่อ ป.ป.ช. ภาค 8 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกเข้าตรวจสอบพื้นที่บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบการลักลอบขุดและทำลายภูเขาจนสภาพเปลี่ยนแปลงไปทั้งลูกอย่างน่าตกใจ ภูเขาทั้งลูกแหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู การบุกรุกดังกล่าวต้องใช้เครื่องจักรหนักเป็นเวลานาน แต่หน่วยงานท้องถิ่นกลับอ้างว่าไม่รู้..ไม่เห็น
พื้นที่ป่าและภูเขาหลายจุดบนเกาะพะงันถูกขุดหน้าดิน และนำดินออกไปในลักษณะทำลายภูเขา จนสภาพทางกายภาพเปลี่ยนไปทั้งลูก บางจุดปล่อยให้ทำกันมานานโดยไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติและบริษัทนอมินี ที่เข้ามาถือครองที่ดินแปลงใหญ่บนเกาะสมุยและเกาะพะงันอย่างผิดกฎหมาย
สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า “ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง?”
เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน มีการกว้านซื้อที่ดินติดทะเลและพื้นที่ลาดชันบนภูเขา เพื่อสร้างพูลวิลล่าหรูขายหรือทำธุรกิจบริการ โดยไม่สนกฎหมายผังเมืองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ น้ำเสีย หรือความเสียหายต่อแนวปะการังรอบเกาะ หากปล่อยให้ขบวนการนี้ดำเนินต่อไป เอกลักษณ์และความเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินไทยอาจถูกกลืนกินจนแทบไม่เหลือซาก
การที่เครื่องจักรขนาดใหญ่สามารถขึ้นไปขุดภูเขาหายไปทั้งลูกได้ โดยอ้างว่า “ไม่รู้..ไม่เห็น” ถือเป็นความบกพร่องหรืออาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น..หรือเปล่า?
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เกาะพะงันต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากเกาะท่องเที่ยวธรรมชาติ สู่ความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากร เมื่อเกาะพะงันได้รับความนิยมระดับโลก จากงาน Full Moon Party และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ความต้องการที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นายทุนและผู้มีอิทธิพลพยายามเข้าจับจองพื้นที่ จนเกาะขยายตัวแบบไร้ทิศทาง มีการลักลอบตัดไม้มีค่า การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เพื่อนำไปสร้างรีสอร์ท บังกะโล และที่พักตากอากาศ โดยในอดีตเคยมีปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าและตรวจยึดพื้นที่นับร้อยไร่มาแล้วหลายครั้ง
ขณะที่ปมปัญหาช่องโหว่เอกสารสิทธิ์ที่ดิน ก็มีความซับซ้อนของการออกเอกสารสิทธิ์บนเกาะ ไม่ว่าจะเป็นการถือครอง ส.ค.1, น.ส.3ก. หรือโฉนด ที่มักมีข้อครหาว่ามีการออกทับซ้อนพื้นที่ลาดชันเชิงเขา หรือพื้นที่ป่าไม้ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใช้เป็นฐานในการขยายพื้นที่ก่อสร้างลุกล้ำขึ้นไปบนภูเขา ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” กว้านซื้อที่ดิน ถือครองกรรมสิทธิ์แทนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และบริการ ทำให้ที่ดินทำเลทองและพื้นที่ริมทะเล/ภูเขากลายเป็นของต่างชาติโดยพฤตินัย คนท้องถิ่นดั้งเดิมเริ่มสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงที่ดินทำกิน
การปล่อยให้เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทยอย่าง “เกาะพะงัน” ที่ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาวและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ จนภูเขาทั้งลูกค่อยๆ แหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู กลายเป็นคดีสืบสวนสอบสวนที่สังคมกำลังจับตาในชื่อปฏิบัติการสะเทือนวงการ “พะงันโมเดล” เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล




