วันศุกร์, สิงหาคม 14, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวเงินฟาดหัว "ข้าราชการ" ทำให้...

เงินฟาดหัว “ข้าราชการ” ทำให้ “ต้องโง่” และ “ตาบอด” ขุดภูเขาเกาะพะงัน “หายทั้งลูก”

สิ่งที่ทำให้คดี พะงันโมเดล กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า..ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร? โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง  เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะ ไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล”

“ภูเขาเกาะพะงันทั้งลูกหายไปได้อย่างไร?” เมื่อ ป.ป.ช. ภาค 8 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกเข้าตรวจสอบพื้นที่บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบการลักลอบขุดและทำลายภูเขาจนสภาพเปลี่ยนแปลงไปทั้งลูกอย่างน่าตกใจ ภูเขาทั้งลูกแหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู การบุกรุกดังกล่าวต้องใช้เครื่องจักรหนักเป็นเวลานาน แต่หน่วยงานท้องถิ่นกลับอ้างว่าไม่รู้..ไม่เห็น

พื้นที่ป่าและภูเขาหลายจุดบนเกาะพะงันถูกขุดหน้าดิน และนำดินออกไปในลักษณะทำลายภูเขา  จนสภาพทางกายภาพเปลี่ยนไปทั้งลูก บางจุดปล่อยให้ทำกันมานานโดยไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติและบริษัทนอมินี ที่เข้ามาถือครองที่ดินแปลงใหญ่บนเกาะสมุยและเกาะพะงันอย่างผิดกฎหมาย

สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า “ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง?”

เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน มีการกว้านซื้อที่ดินติดทะเลและพื้นที่ลาดชันบนภูเขา เพื่อสร้างพูลวิลล่าหรูขายหรือทำธุรกิจบริการ โดยไม่สนกฎหมายผังเมืองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะ น้ำเสีย หรือความเสียหายต่อแนวปะการังรอบเกาะ หากปล่อยให้ขบวนการนี้ดำเนินต่อไป เอกลักษณ์และความเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินไทยอาจถูกกลืนกินจนแทบไม่เหลือซาก

การที่เครื่องจักรขนาดใหญ่สามารถขึ้นไปขุดภูเขาหายไปทั้งลูกได้ โดยอ้างว่า “ไม่รู้..ไม่เห็น” ถือเป็นความบกพร่องหรืออาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น..หรือเปล่า?

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต เกาะพะงันต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากเกาะท่องเที่ยวธรรมชาติ สู่ความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากร เมื่อเกาะพะงันได้รับความนิยมระดับโลก จากงาน Full Moon Party และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ความต้องการที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นายทุนและผู้มีอิทธิพลพยายามเข้าจับจองพื้นที่ จนเกาะขยายตัวแบบไร้ทิศทาง มีการลักลอบตัดไม้มีค่า การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เพื่อนำไปสร้างรีสอร์ท บังกะโล และที่พักตากอากาศ โดยในอดีตเคยมีปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าและตรวจยึดพื้นที่นับร้อยไร่มาแล้วหลายครั้ง

ขณะที่ปมปัญหาช่องโหว่เอกสารสิทธิ์ที่ดิน ก็มีความซับซ้อนของการออกเอกสารสิทธิ์บนเกาะ ไม่ว่าจะเป็นการถือครอง ส.ค.1, น.ส.3ก. หรือโฉนด ที่มักมีข้อครหาว่ามีการออกทับซ้อนพื้นที่ลาดชันเชิงเขา หรือพื้นที่ป่าไม้ถาวรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มทุนใช้เป็นฐานในการขยายพื้นที่ก่อสร้างลุกล้ำขึ้นไปบนภูเขา ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” กว้านซื้อที่ดิน ถือครองกรรมสิทธิ์แทนชาวต่างชาติ  โดยเฉพาะกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และบริการ ทำให้ที่ดินทำเลทองและพื้นที่ริมทะเล/ภูเขากลายเป็นของต่างชาติโดยพฤตินัย คนท้องถิ่นดั้งเดิมเริ่มสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงที่ดินทำกิน

การปล่อยให้เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทยอย่าง “เกาะพะงัน” ที่ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาวและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ จนภูเขาทั้งลูกค่อยๆ แหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู กลายเป็นคดีสืบสวนสอบสวนที่สังคมกำลังจับตาในชื่อปฏิบัติการสะเทือนวงการ “พะงันโมเดล” เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่เกิดสงครามโลกแน่นอนฯ ตอนที่ 1 “จีน” เสาหลักกลางพายุ ฝ่าวิกฤตความ “ขัดแย้ง” ค้ำจุน “อารยธรรม” มนุษย์

“โลกกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนระลอกใหญ่ กัดเซาะรากแก้วของอารยธรรมมนุษย์  ท่ามกลางกระแสคลั่งของความขัดแย้ง และการเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ กระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก กำลังทวีความรวดเร็วขึ้น พายุร้ายที่ถูกชี้โดยตรรกะแห่งวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนนับร้อยนับพันล้าน ในยามที่โลกกำลังลังเล ณ ทางแยก ภูมิปัญญาและการยืนหยัดจากบูรพาทิศ เสถียรภาพอันต่อเนื่องของ ‘จีน’ ได้ทำหน้าที่เสมือนเสาหลักกลางพายุ ที่ไม่เพียงค้ำจุนความเจริญของตนเอง แต่ยังอัดฉีดพลังแห่งความแน่นอนและความหวังให้แก่โลก ที่กำลังสั่นคลอนอย่างทรงพลัง” เป็นที่ยอมรับว่า "กระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก กำลังทวีความรวดเร็วขึ้น" เรากำลังประสบกับความผันผวนอย่างลึกซึ้งของยุคสมัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด การรวมกลุ่มของพลังอำนาจใหม่ และการปรับเปลี่ยนระเบียบโลก ต่างผสมผสานและปะทะกัน ท่ามกลางหมอกแห่งความไม่แน่นอนที่แผ่ปกคลุมนั้น เมื่อมองทะลุผ่านม่านหมอกนี้ เราก็อาจจำแนกปัจจัยแห่งเสถียรภาพที่เด่นชัดขึ้นทุกขณะได้ ในทัศนะของข้าพเจ้า แก่นสารแห่งยุคสมัยคือ "สันติภาพและการพัฒนา"  กับเสถียรภาพอันต่อเนื่องของจีน มิใช่สิ่งที่มีอยู่ร่วมกันโดยบังเอิญ หากแต่เป็นพลังสงบนิ่งและฐานรากที่แสดงคุณค่าอย่างเด่นชัด ท่ามกลางโลกที่ผันผวน สันติภาพ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ได้เปลี่ยนสภาพจากการอยู่ร่วมกันแบบไม่ประหัตประหาร ไปสู่การสร้างสรรค์อย่างแข็งขัน แม้สุ้มเสียงปืนยังไม่เงียบสนิท...

ปปง. ดับพิษเครือข่ายมืด จัดหนักยึด-อายัด 1,486 รายการ หลอกลงทุน-ตุ๋นแบรนด์เนม-สแกมเมอร์

สำนักงาน ปปง. มีมติยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายอาชญากรรมรายสำคัญ ทั้งคดียาเสพติด แก๊งฉ้อโกงประชาชน และการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวม 1,486 รายการ 54 รายคดี มูลค่ากว่า 605 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าส่งอัยการยื่นคำร้องให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน และคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยพบเคสไฮไลท์สำคัญ อาทิ เครือข่าย "นายเฉิน จื้อ" ยึดเพิ่มอีกกว่า 115 ล้านบาท รวมถึงแก๊งหลอกลงทุนและฉ้อโกงแบรนด์เนมมูลค่าสูงสะเทือนวงการ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงาน ปปง. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 8/2569  เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่งมี นายเทพสุ บวรโชติดารา...

“ปักกิ่ง” เคลียร์ชัด จุดยืน “ไทย-กัมพูชา” หนุนสัมพันธ์สร้างสันติภาพ

“จีนออกโรงเคลียร์ชัด หนุน ไทย-กัมพูชา หันหน้าเจรจาสันติวิธี เพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประชาชนทั้งสองฝ่าย จีนพร้อมเดินหน้าแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ในการส่งเสริมสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้ทั้งสองประเทศบรรลุการหยุดยิง และฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกันโดยเร็ว”  สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารระหว่างจีนกับกัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนและประชาคมโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาชี้แจงถึงจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่า ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำหลายครั้งว่า จีน ไทยและกัมพูชา ต่างเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรต่อกัน และต่างมีความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์ทางทหารตามปกติ ความร่วมมือระหว่างจีนกับทั้งไทยและกัมพูชา ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศที่สาม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด จีนได้รักษาการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับทั้งไทยและกัมพูชาในเรื่องนี้มาโดยตลอด  และทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ต่างก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถแยกย้ายจากกันได้ การคลี่คลายข้อพิพาทชายแดนอย่างเหมาะสมโดยเร็ว สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันและผลประโยชน์ในระยะยาวของประชาชนทั้งไทยและกัมพูชา ในฐานะมิตรที่ดีของทั้งไทยและกัมพูชา จีนได้ดำเนินการด้วยแนวทางของตนอย่างแข็งขันมาโดยตลอด เพื่อส่งเสริมการเจรจา ผลักดันให้ทั้งสองประเทศบรรลุการหยุดยิง และฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกันโดยเร็ว  จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยและกัมพูชาจะเดินเข้าหากัน คลี่คลายข้อพิพาทชายแดนอย่างสันติ ผ่านการการเจรจาและปรึกหารือฉันมิตร ฝ่ายจีนยินดีที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไป

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.