วันจันทร์, กันยายน 28, 2026

5 ทำเลทอง กทม. รอดมหาอุทกภัย 15 ปีซ้อน

“ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ที่เคยกลืนกินกรุงเทพฯ จนมิดเมือง มีเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรใจกลางมหานครที่น้ำแทบแตะไม่ถึง ไม่ใช่แค่เพราะดวงดีหรือตั้งอยู่บนที่ดอน แต่เบื้องหลังคือ “เกราะเหล็กระดับยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ถูกวางผังไว้ห้ามล่มเด็ดขาด ด้วยโครงข่ายใต้ดิน ปราการคลองสกัดน้ำรอบทิศ และสถานีสูบยักษ์ที่พร้อมดีดน้ำทิ้งลงทะเลในเสี้ยววินาที ทำไมพื้นที่กลุ่มนี้ถึงกลายเป็น “โซนไข่แดงระดับ 1” ที่ได้รับการคุ้มกันหนาแน่นที่สุดในประเทศ?”

เจาะลึกโซนปลอดภัยที่สุดในกรุงเทพฯ พื้นที่กลุ่มนี้รอดพ้นทั้งมวลน้ำเหนือปี 2554 และไม่เคยเผชิญน้ำท่วมขังรุนแรงยาวนาน คือ สาทร, สีลม, เพลินจิต, พระราม 4, สุขุมวิทตอนต้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนระดับโครงสร้าง 4 ด้าน

  • การคุ้มกันเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ:
    • เป็นศูนย์กลางระบบสถาบันการเงิน สำนักงานใหญ่ อาคารทูต และโรงพยาบาลศูนย์กลาง (เช่น จุฬาลงกรณ์, บีเอ็นเอช, เซนต์หลุยส์)
    • ภาครัฐและกรุงเทพมหานครจัดเป็น “พื้นที่ไข่แดงระดับ 1” ที่ต้องตรึงกำลังเครื่องสูบน้ำสำรอง เครื่องปั่นไฟ และระบบระบายน้ำไม่ให้ล่มเด็ดขาด
  • โครงข่ายคลองตัดน้ำและสถานีสูบน้ำกำลังสูง :
    • มีคลองล้อมรอบทำหน้าที่เป็นแนวกันชน เช่น คลองสาทร คลองช่องนนทรี คลองหัวลำโพง และคลองแสนแสบ
    • เชื่อมตรงสู่ สถานีสูบน้ำคลองเตย และ สถานีสูบน้ำพระโขนง ซึ่งเป็นสองสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของ กทม. มีอัตราการดึงน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เร็วที่สุดในเมือง
  • ระบบอุโมงค์ยักษ์รองรับฝนตกหนัก :
    • โซนพระราม 4 และสุขุมวิทตอนต้น (ชิดลม–อโศก) ได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองตัน ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนักแบบ Cloudburst น้ำจะถูกดึงเข้าปล่องรับน้ำใต้ดินทันที ไม่ท่วมขังบนถนนสายหลัก
  • ระดับความสูงผิวทาง:
    • แนวถนนพระราม 1, เพลินจิต, สีลม และสาทร มีระดับความสูงคันทางเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ +1.50 ถึง +2.20 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำท่วมวิกฤตทั่วไป และสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงน้ำขึ้นปกติ

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“ภาษาจีน” กุญแจดอกใหม่ ไขประตูสู่อนาคต

“ในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาษาจีนกลาง (Mandarin Chinese) ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างไม่อาจมองข้าม ด้วยจำนวนผู้ใช้กว่า 1.3 พันล้านคน และสถานะทางเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภาษาจีนจึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารของชนชาติหนึ่งเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น "กุญแจดอกใหม่" ที่เปิดประตูสู่โอกาสและอนาคตในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จีนเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก และเป็นคู่ค้าหลักของประเทศกว่า 120 แห่งทั่วโลก  การเรียนรู้ภาษาจีนจึงเปิดโอกาสทางธุรกิจและการค้าอย่างมหาศาล ผู้ที่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ย่อมมีความได้เปรียบในการเจรจา สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนยังเชื่อมโยงประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย  แอฟริกา และยุโรป ทำให้ความต้องการบุคลากรที่สื่อสารภาษาจีนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง...

“สี จิ้นผิง” เยือน “วอชิงตัน” ส่งสัญญาณชัด! แข่งขันอย่างไร ไม่ให้โลกพัง

“การเยือนสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในยุคที่โลกกำลังเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายที่ทับซ้อนกัน  วิเคราะห์ความหมายของการเยือนครั้งนี้ ในบริบทของแนวคิด "ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ"   เป็นสัญญาณว่า "การแข่งขัน" ยังต้องมี "การจัดการ" เพื่อป้องกันการปะทะที่นำไปสู่ความเสียหายต่อทั้งสองฝ่ายและโลก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร โลกปัจจุบันกำลังเคลื่อนผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ หลายขั้วอำนาจ (multipolarity) กำลังก่อตัวขึ้น ขณะที่ปัญหาข้ามพรมแดน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทวีความรุนแรงขึ้น ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในฐานะสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก จึงมิใช่เพียงเรื่องทวิภาคี แต่ส่งผลต่อเสถียรภาพและทิศทางของระเบียบโลกโดยรวม การที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เยือนสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียด สะท้อนเจตนาที่จะรักษาช่องทางเจรจาไว้ แม้จะมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างในประเด็นสำคัญ เช่น การค้า เทคโนโลยี ไต้หวัน และสิทธิมนุษยชน การเยือนครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่า...

“สี จิ้นผิง” ผู้นำจีนที่เข้าถึงหัวใจและสายใย “ไต้หวัน” ลึกซึ้งที่สุด!

ท่ามกลางสถานการณ์ช่องแคบไต้หวันที่ร้อนแรง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ท่าทีของรัฐบาลปักกิ่ง ภายใต้การนำของ ‘สี จิ้นผิง’ ทว่าหากย้อนเวลากลับไปก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหาอำนาจจีน มีช่วงเวลาสำคัญยาวนานถึง 17 ปี (1985–2002) ที่ชายผู้นี้ประจำการอยู่บน "แนวหน้าช่องแคบ" ณ มณฑลฝูเจี้ยน ที่นั่นไม่ใช่แค่พื้นที่บริหารงานราชการทั่วไป แต่คือ "ห้องทดลองนโยบาย" และโรงเรียนการทูตเศรษฐกิจที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เข้าใจโครงสร้าง ทุน และจิตวิทยาของไต้หวันลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ “แม่ทัพ” ดึงดูดทุนข้ามช่องแคบ ย้อนกลับไปในปี 1985 ในวัย 32 ปี สี จิ้นผิง เดินทางมารับตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งขณะนั้นเพิ่งได้รับการประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ในยุคเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง ภารกิจหลักของฝูเจี้ยนในเวลานั้นชัดเจน คือการเป็นประตูหน้าด่านดึงดูดเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากนักธุรกิจไต้หวัน หรือที่เรียกว่า ‘ไถซัง’ ซึ่งกำลังมองหาฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สี จิ้นผิง...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.