วันเสาร์, ตุลาคม 17, 2026

5 ทำเลทอง กทม. รอดมหาอุทกภัย 15 ปีซ้อน

“ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ที่เคยกลืนกินกรุงเทพฯ จนมิดเมือง มีเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรใจกลางมหานครที่น้ำแทบแตะไม่ถึง ไม่ใช่แค่เพราะดวงดีหรือตั้งอยู่บนที่ดอน แต่เบื้องหลังคือ “เกราะเหล็กระดับยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ถูกวางผังไว้ห้ามล่มเด็ดขาด ด้วยโครงข่ายใต้ดิน ปราการคลองสกัดน้ำรอบทิศ และสถานีสูบยักษ์ที่พร้อมดีดน้ำทิ้งลงทะเลในเสี้ยววินาที ทำไมพื้นที่กลุ่มนี้ถึงกลายเป็น “โซนไข่แดงระดับ 1” ที่ได้รับการคุ้มกันหนาแน่นที่สุดในประเทศ?”

เจาะลึกโซนปลอดภัยที่สุดในกรุงเทพฯ พื้นที่กลุ่มนี้รอดพ้นทั้งมวลน้ำเหนือปี 2554 และไม่เคยเผชิญน้ำท่วมขังรุนแรงยาวนาน คือ สาทร, สีลม, เพลินจิต, พระราม 4, สุขุมวิทตอนต้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนระดับโครงสร้าง 4 ด้าน

  • การคุ้มกันเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ:
    • เป็นศูนย์กลางระบบสถาบันการเงิน สำนักงานใหญ่ อาคารทูต และโรงพยาบาลศูนย์กลาง (เช่น จุฬาลงกรณ์, บีเอ็นเอช, เซนต์หลุยส์)
    • ภาครัฐและกรุงเทพมหานครจัดเป็น “พื้นที่ไข่แดงระดับ 1” ที่ต้องตรึงกำลังเครื่องสูบน้ำสำรอง เครื่องปั่นไฟ และระบบระบายน้ำไม่ให้ล่มเด็ดขาด
  • โครงข่ายคลองตัดน้ำและสถานีสูบน้ำกำลังสูง :
    • มีคลองล้อมรอบทำหน้าที่เป็นแนวกันชน เช่น คลองสาทร คลองช่องนนทรี คลองหัวลำโพง และคลองแสนแสบ
    • เชื่อมตรงสู่ สถานีสูบน้ำคลองเตย และ สถานีสูบน้ำพระโขนง ซึ่งเป็นสองสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของ กทม. มีอัตราการดึงน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เร็วที่สุดในเมือง
  • ระบบอุโมงค์ยักษ์รองรับฝนตกหนัก :
    • โซนพระราม 4 และสุขุมวิทตอนต้น (ชิดลม–อโศก) ได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองตัน ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนักแบบ Cloudburst น้ำจะถูกดึงเข้าปล่องรับน้ำใต้ดินทันที ไม่ท่วมขังบนถนนสายหลัก
  • ระดับความสูงผิวทาง:
    • แนวถนนพระราม 1, เพลินจิต, สีลม และสาทร มีระดับความสูงคันทางเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ +1.50 ถึง +2.20 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำท่วมวิกฤตทั่วไป และสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงน้ำขึ้นปกติ

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

2 พันล้าน “ไทยพีบีเอส” กับเรตติ้งที่เงียบเหงา ผ่า!โมเดล BBC-NHK บริหาร “สื่อสาธารณะ” อย่างไร ไม่ชนตอ ‘สตง.’

“สองพันล้านจากภาษีบาป แลกกับเรตติ้งที่เงียบเหงา… คุ้มค่าจริงหรือ? ปมร้อน "ไทยพีบีเอส" ท่ามกลางสารพัดข้อครหา ทั้งการผูกขาดอำนาจบริหาร การถูกมองว่าเลือกข้างทางการเมือง ในวันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนผ่าน สื่อสาธารณะแห่งนี้จะพิสูจน์ "คุณค่าที่แท้จริง" ต่อสังคมได้อย่างไร จะสร้างคอนเทนต์เพื่อสังคม หรือแค่แดนสนธยาของคนกลุ่มเดิม?” ข้อพิพาทระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับ ไทยพีบีเอส เกิดคำถามที่ว่า “สื่อสาธารณะมีอิสระแค่ไหนในการบริหารเงิน และองค์กรตรวจสอบเงินแผ่นดินควรขีดเส้นอำนาจไว้ตรงจุดใด?” คือโจทย์ใหญ่ที่สองยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่าง BBC แห่งสหราชอาณาจักร และ NHK แห่งญี่ปุ่น เคยผ่านการปะทะ ถกเถียง และวางระบบแก้ปัญหาจนกลายเป็นโมเดลมาตรฐานสากลมาแล้ว อะไรคือสูตรสำเร็จที่ทำให้พวกเขา ‘รักษาเงินภาษีของประชาชน’ ไปพร้อมกับ ‘ปกป้องเสรีภาพสื่อ’ ได้อย่างลงตัว? BBC โมเดล แยกขาธุรกิจ ตั้ง ‘กำแพงเหล็ก’ คุ้มกันห้องข่าว ในอังกฤษ...

แกะสูตรลับ “มหาอำนาจการผลิตอัจฉริยะ” ทำไม? ใครก็ไล่ไม่ทัน..จีน

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตล้ำยุคอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ ด้วยการผุดขึ้นของโรงงานอัจฉริยะ ศูนย์กลางการผลิตหุ่นยนต์ ฐานการผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในหลายภูมิภาคของประเทศ ทั้งขนาดและอัตราเร่งของการขยายตัวนั้นเร็วกว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกต้องจับตามองศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานการผลิตยุคใหม่ของจีน ผ่านมิติสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร นโยบายรัฐและการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับ AI และ ความท้าทายและข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่” บทความโดย  สันติ ตั้งรพีพากร หัวใจของความสำเร็จจีนไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าล้ำยุคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรในประเทศเดียว ตั้งแต่การขุดแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) การกลั่นวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วนระดับล่าง ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้ายและการจัดจำหน่าย ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จีนควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่เหมืองลิเธียมในออสเตรเลียและอเมริกาใต้ ผ่านบริษัทอย่าง CATL และ BYD ที่ผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion กว่า 60%...

ส่อง! แผน 5 ปีของจีน เปรียบ “ห้องทดลองอนาคต” “กระจกสะท้อนชะตากรรม” ชาวโลก

“"สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนวันนี้ คือสิ่งที่จะเกิดกับเราในวันหน้า กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือได้ ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งย่อมสะท้อนและส่งผลต่อจิตใจของผู้คนทั่วโลก แผนพัฒนา 5 ปีของจีน ไม่ใช่เพียงแผนเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ได้กลายเป็น "กระจกสะท้อนอนาคต" ที่ชาวโลกจำนวนไม่น้อย มองแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่จีนกำลังเผชิญและแก้ไขอยู่ในวันนี้  อาจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในวันข้างหน้าเช่นกัน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ปัจจุบันชาวโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งค่าครองชีพสูงขึ้น การจ้างงานที่ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และ AI วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะนี้ไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น "ความวิตกกังวลร่วม" ของมนุษยชาติ ผู้คนรู้สึกว่าตนถูกบังคับให้ปรับตัวตลอดเวลา ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมสังคม และบรรทัดฐานทางศีลธรรม ทำให้เกิดภาวะ "เหนื่อยแต่ต้องไปต่อ" ซึ่งเปิดช่องให้สังคมมองหาทางออกแบบเบ็ดเสร็จ หรือผู้นำที่สัญญาว่าจะ "ทำให้ทุกอย่างมั่นคงอีกครั้ง" ขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงมีความหวัง โดยเฉพาะต่อเทคโนโลยีที่อาจยกระดับคุณภาพชีวิต และต่อโมเดลการพัฒนาที่ดู "ได้ผลจริง" อย่างที่จีนนำเสนอผ่านผลลัพธ์เชิงประจักษ์...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.