วันจันทร์, สิงหาคม 17, 2026

หยุด! ฝันกลางวัน 2 กูรูซัด “รัฐบาล” เลิก “นโยบายรายวัน” ล้างบาง “การศึกษา” ด้วย “หัวใจ”

“ยุทธศาสตร์การศึกษาไทย ควรปฏิบัติได้จริงในเชิงรูปธรรม ไม่ใช่นโยบายที่อยู่เพียงแค่ในจินตนาการ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวนโยบายทั่วไป คือการที่ผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นไอดอลที่เยาวชนสามารถสัมผัสถึงความเป็นผู้นำได้จริง การขับเคลื่อนการศึกษาไม่ควรทำเป็นนโยบายรายวัน หรือเปลี่ยนไปตามกระแสชั่วครู่ชั่วคราว แต่ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน องค์ความรู้ พร้อมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอย่างจริงจัง ภาครัฐควรหันมาทบทวนทิศทางและยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัย”

ในยุคที่สังคมเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนมักเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับทุกภาคส่วน คำถามสำคัญคือเราจะร่วมกัน “เยียวยาจิตใจ” และสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ได้อย่างไร?      

ในการเสวนาและเวทีอภิปรายเชิงนโยบายที่ผ่านมา สองผู้บริหารการศึกษาอาวุโสผู้คร่ำหวอดในวงการ ได้แก่ นายสุนิตย์ พิมาน (ผู้บริหารการศึกษาอาวุโสและอดีตผู้อำนวยการสถานศึกษาชื่อดังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี) และ นายเกรียงไกร แก้วมีศรี (อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสุราษฎร์ธานี) ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะที่ทรงคุณค่า ทั้งในระดับปฏิบัติการหน้างานและระดับนโยบายภาครัฐ

โดย นายสุนิตย์ พิมาน ได้ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของการแก้ปัญหาพฤติกรรมเยาวชน โดยเน้นย้ำถึงมิติทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ ต้อง เริ่มต้นที่ สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ปัญหาเยาวชน ต้องเริ่มจากความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจอันดีภายในครอบครัวเป็นอันดับแรก และ โรงเรียน ต้องเป็นบ้านหลังที่สอง ผู้บริหารและครูทุกคนควรทำหน้าที่เสมือนพ่อแม่คนที่สอง มอบความรัก ความเมตตา และความเอาใจใส่อย่างแท้จริง เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในสถานศึกษา หากสามารถสร้างสายใยความรักและความเมตตาเชื่อมโยงระหว่างครู นักเรียน และครอบครัวได้ ความขัดแย้งหรือพฤติกรรมรุนแรงต่างๆ จะลดน้อยลง เพราะการแก้ปัญหาที่ “จิตใจ” ของเด็กคือสิ่งสำคัญที่สุด

ขณะที่ ภาครัฐและการเมือง ควรมีบทบาทในการออกนโยบายด้านการศึกษาที่สามารถ “ปฏิบัติได้จริง” ในเชิงรูปธรรม ไม่ใช่นโยบายที่อยู่เพียงแค่ในจินตนาการ เพื่อให้ครูหน้างานสามารถนำไปดูแลเด็กๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน นายเกรียงไกร แก้วมีศรี สะท้อนถึงทิศทางและยุทธศาสตร์การศึกษาไทยมองเลยไปถึงโครงสร้างและทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ โดยมีข้อเสนอแนะว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวนโยบายทั่วไป คือการที่ผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นไอดอลที่เยาวชนสามารถสัมผัสถึงความเป็นผู้นำได้จริง การขับเคลื่อนการศึกษาไม่ควรทำเป็น “นโยบายรายวัน” หรือเปลี่ยนไปตามกระแสชั่วครู่ชั่วคราว แต่ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน องค์ความรู้ พร้อมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอย่างจริงจัง ภาครัฐควรหันมาทบทวนทิศทางและยุทธศาสตร์ชาติ เช่น กรอบระยะยาว 20 ปี ให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้อง และตอบโจทย์กับการพัฒนาการศึกษาในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความยั่งยืนและยกระดับคุณภาพเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง

การสะท้อนสองมุมมอง ถือเป็นเสียงสะท้อนจากคนทำงานจริงที่ทรงพลัง ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาการศึกษาและเยาวชน ไม่สามารถพึ่งพาหลักการทางวิชาการหรือคำสั่งเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัย “ความรัก ความเข้าใจ และความจริงใจ” ควบคู่ไปกับนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัย

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

“สอดแนมการเมือง” โดย “ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย” 100 วันพิธีศพ “น้าชาติ”!!! (ตอน 6)

งานพิธีบำเพ็ญกุศลศพ น้าชาติ-พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จัดอย่างต่อเนื่อง 100 วันที่บ้านราชครู ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ถึง 14 สิงหาคม 2541 ผมเป็นเลขาฯ ส่วนตัวของน้าชาติ จึงต้องต้อนรับแขกที่ให้เกียรติมาร่วมงานพิธีบำเพ็ญกุศลน้าชาติทุกวัน ค่ำคืนหนึ่ง.. ผมได้พูดคุยกับแขกสูงวัยท่านหนึ่ง ที่อุตส่าห์เดินทางมาจากนครปฐม ท่านผู้สูงวัยได้พูดด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้งถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ปวงชนชาวไทยเคารพรักดุจพ่อของแผ่นดิน ถึงการมีเส้นทางยกระดับถนนบรมราชชนนี ที่ส่งผลให้การจราจรที่เคยแออัดติดขัดในจุดนั้น บรรเทาความแออัดลง ประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกจากกรุงเทพมหานครสู่นครปฐมสะดวกรวดเร็วมากขึ้น.. คืนนั้น.. ผมนั่งคิดเงียบๆ อยู่ในมุมหนึ่งของบ้านราชครู ระหว่างพิธีสวดพระอภิธรรมศพ น้าชาติ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่17 ผู้ที่ผมเคารพนับถืออย่างสูงดุจญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ด้วยความอาลัย.. ผมรู้สึกเหมือนว่า น้าชาติ ที่จากไปชั่วนิรันดร์เป็นเพียงแค่ “ความฝัน” ในยามที่เกิดสถานการณ์อันเลวร้าย ผมนึกถึงคำพูดติดปากของน้าชาติ ที่มักใช้ตอบนักข่าวด้วยท่าทีสบายๆ จนกลายเป็นที่จดจำ “No...

ไม่เกิดสงครามโลกแน่นอน สันติ ตั้งรพีพากร ฟันธง ยักษ์อเมริกา หลบ ยักษ์จีน ตอนที่ 2 โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ด้วยพลังสันติภาพ การพัฒนา และ “จีน” คือเสถียรภาพโลก

“การหลอมรวมของโลกคือกระแสที่มิอาจต้านทานได้ และผู้ที่คิดจะยับยั้งกระแสธารนี้ด้วยสงคราม ก็ไม่ต่างจากตั๊กแตนขวางรถศึก เป็นการดิ้นรนที่คับแคบและขัดต่อทิศทางของประวัติศาสตร์ การตกตะกอนลึกซึ้งที่ข้ามผ่านพันปี จะถูกอาวุธเพียงชั่ววันหนึ่งคืน ตัดขาดได้โดยง่ายดายกระนั้นหรือ? การใช้กำลังทหารเพื่อย้อนกลับกระแสแห่งการหลอมรวม จึงหาใช่การสลักเรือเพื่อตามหาดาบในยุคปัจจุบัน ประเทศใด แม้มีกำลังทหารเข้มแข็งล้นฟ้า ก็ไม่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยว สงครามไม่ต่างอะไรกับการทำลายกำแพงเมืองของตนเอง มีเพียงการจับมือก้าวไปด้วยกันเท่านั้น คือเส้นทางเดียวที่นำไปสู่วันพรุ่ง ประเทศใด ที่พยายามฝ่าฝืนกฎแห่งประวัติศาสตร์นี้ด้วยกำลัง ย่อมถูกกลืนหายไปในกระแสธารแห่งการหลอมรวมในที่สุด” กระแสธารแห่งโลกา ดำเนินไปอย่างยิ่งใหญ่ โลกาภิวัตน์ กระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ถักทอผืนแผ่นดินทั้งปวง ให้เป็นประชาคมร่วมชะตากรรมที่ "มีกันและกัน" ได้กลายเป็นมหากาพย์อันมิอาจผันกลับได้ในยุคปัจจุบัน ทว่า ควันไฟและรอยร้าวที่ดำรงอยู่เคียงคู่กัน กลับประหนึ่งเสียงดนตรีที่ขัดแย้ง ทิ่มแทงโสตประสาท ข้าพเจ้าขอเสนอว่า การหลอมรวมของโลกคือกระแสที่มิอาจต้านทานได้ และผู้ที่คิดจะยับยั้งกระแสธารนี้ด้วยสงคราม ก็ไม่ต่างจากตั๊กแตนขวางรถศึก เป็นการดิ้นรนที่คับแคบและขัดต่อทิศทางของประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปยังรากเหง้า ประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษยชาติทั้งสิ้น ก็คือบทเพลงค่อยเป็นค่อยไป แห่งการแลกเปลี่ยนและการหลอมรวม ความรุ่งเรืองของอารยธรรม ไม่เคยเกิดจากการเพ่งพินิจตนเอง บนเกาะอันโดดเดี่ยว...

เงินฟาดหัว “ข้าราชการ” ทำให้ “ต้องโง่” และ “ตาบอด” ขุดภูเขาเกาะพะงัน “หายทั้งลูก”

“สิ่งที่ทำให้คดี พะงันโมเดล กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า..ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร? โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง  เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้ ถูกเชื่อมโยงกับปัญหาเรื้อรังเรื่อง กลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้ามาฮุบพื้นที่ยุทธศาสตร์บนเกาะพะงัน โดยใช้คนไทยเป็น "นอมินี" ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแทน เป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า ทรัพยากรธรรมชาติของไทยกำลังถูกกัดเซาะ ไม่ใช่แค่ด้วยมือของนายทุนโลภมาก แต่ด้วยช่องโหว่ของระบบราชการที่ต้องเร่งล้างบางอย่างจริงจัง ก่อน “เกาะพะงัน” จะเลือนหายไปตลอดกาล” "ภูเขาเกาะพะงันทั้งลูกหายไปได้อย่างไร?" เมื่อ ป.ป.ช. ภาค 8 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกเข้าตรวจสอบพื้นที่บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบการลักลอบขุดและทำลายภูเขาจนสภาพเปลี่ยนแปลงไปทั้งลูกอย่างน่าตกใจ ภูเขาทั้งลูกแหว่งหาย เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนและที่ตั้งของวิลล่าหรู การบุกรุกดังกล่าวต้องใช้เครื่องจักรหนักเป็นเวลานาน แต่หน่วยงานท้องถิ่นกลับอ้างว่าไม่รู้..ไม่เห็น พื้นที่ป่าและภูเขาหลายจุดบนเกาะพะงันถูกขุดหน้าดิน และนำดินออกไปในลักษณะทำลายภูเขา  จนสภาพทางกายภาพเปลี่ยนไปทั้งลูก บางจุดปล่อยให้ทำกันมานานโดยไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยังพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติและบริษัทนอมินี ที่เข้ามาถือครองที่ดินแปลงใหญ่บนเกาะสมุยและเกาะพะงันอย่างผิดกฎหมาย สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไม่ใช่แค่การกระทำของกลุ่มทุนเถื่อน แต่คือคำถามที่ว่า "ภูเขาทั้งลูกหายไปได้อย่างไร โดยที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง?" เบื้องหลังการขุดภูเขาและทำลายผืนป่าเหล่านี้...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.