“ยุทธศาสตร์การศึกษาไทย ควรปฏิบัติได้จริงในเชิงรูปธรรม ไม่ใช่นโยบายที่อยู่เพียงแค่ในจินตนาการ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวนโยบายทั่วไป คือการที่ผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นไอดอลที่เยาวชนสามารถสัมผัสถึงความเป็นผู้นำได้จริง การขับเคลื่อนการศึกษาไม่ควรทำเป็นนโยบายรายวัน หรือเปลี่ยนไปตามกระแสชั่วครู่ชั่วคราว แต่ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน องค์ความรู้ พร้อมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอย่างจริงจัง ภาครัฐควรหันมาทบทวนทิศทางและยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัย”
ในยุคที่สังคมเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนมักเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับทุกภาคส่วน คำถามสำคัญคือเราจะร่วมกัน “เยียวยาจิตใจ” และสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ได้อย่างไร?
ในการเสวนาและเวทีอภิปรายเชิงนโยบายที่ผ่านมา สองผู้บริหารการศึกษาอาวุโสผู้คร่ำหวอดในวงการ ได้แก่ นายสุนิตย์ พิมาน (ผู้บริหารการศึกษาอาวุโสและอดีตผู้อำนวยการสถานศึกษาชื่อดังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี) และ นายเกรียงไกร แก้วมีศรี (อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสุราษฎร์ธานี) ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะที่ทรงคุณค่า ทั้งในระดับปฏิบัติการหน้างานและระดับนโยบายภาครัฐ
โดย นายสุนิตย์ พิมาน ได้ชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของการแก้ปัญหาพฤติกรรมเยาวชน โดยเน้นย้ำถึงมิติทางด้านจิตใจและความสัมพันธ์ ต้อง เริ่มต้นที่ สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ปัญหาเยาวชน ต้องเริ่มจากความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจอันดีภายในครอบครัวเป็นอันดับแรก และ โรงเรียน ต้องเป็นบ้านหลังที่สอง ผู้บริหารและครูทุกคนควรทำหน้าที่เสมือนพ่อแม่คนที่สอง มอบความรัก ความเมตตา และความเอาใจใส่อย่างแท้จริง เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในสถานศึกษา หากสามารถสร้างสายใยความรักและความเมตตาเชื่อมโยงระหว่างครู นักเรียน และครอบครัวได้ ความขัดแย้งหรือพฤติกรรมรุนแรงต่างๆ จะลดน้อยลง เพราะการแก้ปัญหาที่ “จิตใจ” ของเด็กคือสิ่งสำคัญที่สุด
ขณะที่ ภาครัฐและการเมือง ควรมีบทบาทในการออกนโยบายด้านการศึกษาที่สามารถ “ปฏิบัติได้จริง” ในเชิงรูปธรรม ไม่ใช่นโยบายที่อยู่เพียงแค่ในจินตนาการ เพื่อให้ครูหน้างานสามารถนำไปดูแลเด็กๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้าน นายเกรียงไกร แก้วมีศรี สะท้อนถึงทิศทางและยุทธศาสตร์การศึกษาไทยมองเลยไปถึงโครงสร้างและทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ โดยมีข้อเสนอแนะว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวนโยบายทั่วไป คือการที่ผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นไอดอลที่เยาวชนสามารถสัมผัสถึงความเป็นผู้นำได้จริง การขับเคลื่อนการศึกษาไม่ควรทำเป็น “นโยบายรายวัน” หรือเปลี่ยนไปตามกระแสชั่วครู่ชั่วคราว แต่ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน องค์ความรู้ พร้อมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอย่างจริงจัง ภาครัฐควรหันมาทบทวนทิศทางและยุทธศาสตร์ชาติ เช่น กรอบระยะยาว 20 ปี ให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้อง และตอบโจทย์กับการพัฒนาการศึกษาในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความยั่งยืนและยกระดับคุณภาพเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง
การสะท้อนสองมุมมอง ถือเป็นเสียงสะท้อนจากคนทำงานจริงที่ทรงพลัง ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาการศึกษาและเยาวชน ไม่สามารถพึ่งพาหลักการทางวิชาการหรือคำสั่งเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัย “ความรัก ความเข้าใจ และความจริงใจ” ควบคู่ไปกับนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการปฏิบัติได้จริง เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัย




