“หลักการ “言必行,行必果” (เหยียนปี้สิง สิงปี้กั่ว) เป็นคติจีนโบราณที่มีความหมายว่า “พูดแล้วต้องทำ ทำแล้วต้องเห็นผล” หลักการนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญทางการเมืองเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นลักษณะเฉพาะเชิงโครงสร้างของการบริหารประเทศของจีนสมัยใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านกลไกสถาบัน วัฒนธรรมองค์กร และระบบความรับผิดชอบที่แตกต่างจากหลายประเทศตะวันตก ลักษณะนี้ทำให้จีนสามารถดำเนินนโยบายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปในอนาคต”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์มีโครงสร้างที่เรียกว่า “ระบบความรับผิดชอบของหัวหน้า” ในทุกระดับ ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีกระทรวง ไปจนถึงระดับท้องถิ่น ผู้รับผิดชอบหลักต้องแสดงผลงานที่วัดผลได้ เป็นระบบการนำแบบรวมศูนย์ที่มีกลไกตรวจสอบภายใน
การประชุมสองสภาประจำปี นายกรัฐมนตรีจะรายงานผลงานต่อสภาประชาชนแห่งชาติ และต้องระบุตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อการประเมินผลงานที่เชื่อมโยงความก้าวหน้าทางอาชีพกับผลลัพธ์ที่วัดได้ มีการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบวินัย ซึ่งมีอำนาจสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา
คณะผู้บริหารจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ยังใช้มิติเชิงวัฒนธรรม มรดกขงจื๊อและวัฒนธรรมราชการ หยั่งรากลึกการปกครองจีนที่สืบทอดมาแต่โบราณ ในคัมภีร์หลุนอวี่ ขงจื๊อ กล่าวถึงความสำคัญของ “ความสัตย์จริง” ว่าเป็นรากฐานของการปกครอง วัฒนธรรมราชการจีนจึงให้คุณค่ากับการรักษาคำพูด ในฐานะเกียรติยศของผู้นำ การมองระยะยาว ผ่านแผนพัฒนาห้าปีและแผนระยะยาว 2035 เป็นความต่อเนื่องของนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรการเลือกตั้ง
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ โครงการขจัดความยากจนขั้นรัดกุมที่รัฐบาลประกาศเป้าหมายขจัดความยากจนสุดขีดภายในปี 2020 และสามารถประกาศความสำเร็จได้จริงในปี 2021 โดยมีตัวชี้วัดคือการยกระดับประชาชนกว่า 100 ล้านคนพ้นจากความยากจน กลไกที่ทำให้สำเร็จ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายรายครัวเรือน การมอบหมายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ และการตรวจสอบผลลัพธ์โดยคณะกรรมการอิสระ
อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายของจีนจะมีจุดแข็งเรื่องประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง แต่ก็มีข้อถกเถียงเช่นกัน อาทิ ความเสี่ยงของการเน้นผลลัพธ์ระยะสั้น ที่อาจนำไปสู่การรายงานข้อมูลที่บิดเบือน การสร้างแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ที่อาจนำไปสู่การปฏิบัติเกินเลย และคำถามเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดเป้าหมาย
บทสรุปลักษณะเฉพาะของคณะผู้บริหารจีน ภายใต้หลักการ “พูดแล้วต้องทำ ทำแล้วต้องเห็นผล” คือการผสมผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมขงจื๊อ โครงสร้างสถาบันแบบรวมศูนย์ที่มีกลไกตรวจสอบภายใน และระบบการวางแผนระยะยาวที่ต่อเนื่อง ลักษณะนี้ทำให้จีนสามารถดำเนินนโยบายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปในอนาคต



