หากใครคิดว่า “จีน” คือต้นทางสแกมเมอร์ คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะในขณะที่รัฐบาลจีนร่วมมือกับประเทศต่างๆ ไล่ปราบปราม ตามจับนำกลับไปประหารชีวิต จนสแกมเมอร์ในจีนสิ้นซาก เพราะกฎหมายที่เด็ดขาด แต่ขบวนการสแกมเมอร์ทั่วโลกยังคงผุดเป็นดอกเห็ด ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร หรือ อินเดีย ที่สำคัญคือสแกมเมอร์ต่างๆทั่วโลก ไม่ได้มีต้นทางจากจีน
ในความเป็นจริง สแกมเมอร์ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างที่สังคมเคยเข้าใจ แต่กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลกทั้ง อินเดีย ยุโรป หรือสหรัฐฯ ภาพจำที่ว่าขบวนการหลอกลวงมีอยู่เฉพาะในดินแดนห่างไกลหรือประเทศกำลังพัฒนา กำลังถูกลบล้างด้วยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ “สแกมเมอร์มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก”
กลุ่มสแกมเมอร์จะปรับโมเดลธุรกิจและแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ ก่อตัวเป็นห่วงโซ่อาชญากรรมข้ามชาติขนาดมหึมา ทุกคนที่มีทักษะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต สามารถกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองได้ทันที การทำงานของขบวนการนี้ซ่อนอยู่หลังหน้าจอ ใช้บัญชีม้าข้ามประเทศ ใช้เซิร์ฟเวอร์แบบกระจายศูนย์ และฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล ไม่มีสัญชาติระบุตัวตนแน่ชัด ไม่มีสำนักงานใหญ่ที่เป็นรูปธรรม และไม่ยอมรับกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง
อินเดีย คือหนึ่งในพื้นที่ใหญ่ของโครงข่ายสแกมเมอร์ ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้อินเดียเติบโตเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ เนื่องจากมีฐานประชากรวัยแรงงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และมีทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐานจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ในการทำงาน Call Center ทั่วไป แต่ถูกดึงดูดเข้าสู่ตลาดมืด
อินเดียมีความเหลื่อมล้ำและอัตราว่างงาน บัณฑิตจบใหม่และแรงงานในชนบทเผชิญการแข่งขันสูง รายได้จากงานสุจริตต่ำกว่าการทำสแกมอย่างเทียบไม่ติด บางภูมิภาคกลายเป็น “หมู่บ้านสแกมเมอร์” ที่ทำกันเป็นอาชีพครัวเรือน เน้นการฉ้อโกงทางโทรศัพท์, ซิมผี, และการแฮกบัญชีธนาคารภายในประเทศ ศูนย์กลางการก่อเหตุราว 80% กระจุกตัวอยู่ในชนบท โดยเฉพาะเขต “จามตารา” และภูมิภาค “เมวัต” ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และ หรยาณา การลงมือแทบไม่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูง มีเพียงโทรศัพท์มือถือและบัญชีธนาคาร ผู้ก่อเหตุบางรายอายุเพียง 12 ปี และมีการคิดค้นกลโกงใหม่ๆ มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน
ขณะที่ในเมืองใหญ่ๆ เมืองศูนย์กลางไอที เช่น นอยดา, คุรุคราม และ โกลกาตา มักดำเนินการในรูปแบบบริษัทจัดตั้งปลอม มีออฟฟิศและอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ เน้นกลุ่ม Tech Support หลอกต่างชาติ ดำเนินงานโดยคนท้องถิ่นอินเดียเป็นหลัก ตั้งแต่ระดับหัวหน้าไปจนถึงพนักงาน
ข้อมูลวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย-คานปูร์ (IIT Kanpur) ระบุว่า ขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงในอินเดีย สร้างความเสียหายทั่วโลกสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเป้าหมายหลักกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา สิ่งที่ทำให้ขบวนการนี้หยั่งรากลึกจนปราบไม่หมด คือความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ท้องถิ่น ในพื้นที่ยากจน เงินจากการหลอกลวงกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจชุมชน นักการเมืองท้องถิ่นทำหน้าที่เป็น “เกราะกำบัง” ปกป้องฐานเสียงเพื่อแลกกับคะแนนโหวต มีรายงานการกดดันตำรวจท้องที่ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาอีกด้วย
รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ชี้ชัดว่า “การเพิกเฉยอย่างเลือกปฏิบัติ” ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์อินเดียเติบโตอย่างไร้การควบคุม และยังคงสูบเงินจากกระเป๋าผู้คนทั่วโลกไปอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนชัดเจนว่าการปราบปรามสแกมเมอร์ ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการทลายรังคอลเซ็นเตอร์ในประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงจุดเดียว ตราบใดที่ระบบฟอกเงินปลายทางในชาติตะวันตก และช่องโหว่ทางเทคโนโลยีระหว่างพรมแดน ยังคงเปิดโอกาสให้เงินหมุนเวียนได้ทั่วโลกอย่างไร้สิ่งกีดขวาง ด้วยเครือข่าย “ไร้ตัวตน-ไร้สัญชาติ” ไม่ได้ผูกขาดกับชาติใดชาติหนึ่ง แต่ทำงานประสานกันผ่านโลกดิจิทัล จนกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ไม่สามารถจัดการได้เด็ดขาด จึงต้องใช้การประสานงานข้ามชาติ เหมือนที่ “จีน” เคยทำได้ผลมาแล้ว





