วันอังคาร, ตุลาคม 6, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวผ่า!หน้ากาก “สแกมเมอร์” ไม่มี...

ผ่า!หน้ากาก “สแกมเมอร์” ไม่มี “สัญชาติ” เรื่องจริงจาก “อินเดีย”

หากใครคิดว่า “จีน” คือต้นทางสแกมเมอร์ คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะในขณะที่รัฐบาลจีนร่วมมือกับประเทศต่างๆ ไล่ปราบปราม ตามจับนำกลับไปประหารชีวิต จนสแกมเมอร์ในจีนสิ้นซาก เพราะกฎหมายที่เด็ดขาด แต่ขบวนการสแกมเมอร์ทั่วโลกยังคงผุดเป็นดอกเห็ด ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร หรือ อินเดีย ที่สำคัญคือสแกมเมอร์ต่างๆทั่วโลก ไม่ได้มีต้นทางจากจีน

ในความเป็นจริง สแกมเมอร์ไม่ได้ผูกขาดอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างที่สังคมเคยเข้าใจ แต่กระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลกทั้ง อินเดีย ยุโรป หรือสหรัฐฯ ภาพจำที่ว่าขบวนการหลอกลวงมีอยู่เฉพาะในดินแดนห่างไกลหรือประเทศกำลังพัฒนา กำลังถูกลบล้างด้วยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ “สแกมเมอร์มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก”

กลุ่มสแกมเมอร์จะปรับโมเดลธุรกิจและแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ ก่อตัวเป็นห่วงโซ่อาชญากรรมข้ามชาติขนาดมหึมา ทุกคนที่มีทักษะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต สามารถกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองได้ทันที การทำงานของขบวนการนี้ซ่อนอยู่หลังหน้าจอ ใช้บัญชีม้าข้ามประเทศ ใช้เซิร์ฟเวอร์แบบกระจายศูนย์ และฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล ไม่มีสัญชาติระบุตัวตนแน่ชัด ไม่มีสำนักงานใหญ่ที่เป็นรูปธรรม และไม่ยอมรับกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง

อินเดีย คือหนึ่งในพื้นที่ใหญ่ของโครงข่ายสแกมเมอร์ ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้อินเดียเติบโตเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ เนื่องจากมีฐานประชากรวัยแรงงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และมีทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐานจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ในการทำงาน Call Center ทั่วไป แต่ถูกดึงดูดเข้าสู่ตลาดมืด

อินเดียมีความเหลื่อมล้ำและอัตราว่างงาน บัณฑิตจบใหม่และแรงงานในชนบทเผชิญการแข่งขันสูง รายได้จากงานสุจริตต่ำกว่าการทำสแกมอย่างเทียบไม่ติด บางภูมิภาคกลายเป็น “หมู่บ้านสแกมเมอร์” ที่ทำกันเป็นอาชีพครัวเรือน เน้นการฉ้อโกงทางโทรศัพท์, ซิมผี, และการแฮกบัญชีธนาคารภายในประเทศ ศูนย์กลางการก่อเหตุราว 80% กระจุกตัวอยู่ในชนบท โดยเฉพาะเขต “จามตารา” และภูมิภาค “เมวัต” ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และ หรยาณา การลงมือแทบไม่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูง มีเพียงโทรศัพท์มือถือและบัญชีธนาคาร ผู้ก่อเหตุบางรายอายุเพียง 12 ปี และมีการคิดค้นกลโกงใหม่ๆ มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

ขณะที่ในเมืองใหญ่ๆ เมืองศูนย์กลางไอที เช่น นอยดา, คุรุคราม และ โกลกาตา มักดำเนินการในรูปแบบบริษัทจัดตั้งปลอม มีออฟฟิศและอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ เน้นกลุ่ม Tech Support หลอกต่างชาติ  ดำเนินงานโดยคนท้องถิ่นอินเดียเป็นหลัก ตั้งแต่ระดับหัวหน้าไปจนถึงพนักงาน

ข้อมูลวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย-คานปูร์ (IIT Kanpur) ระบุว่า ขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงในอินเดีย สร้างความเสียหายทั่วโลกสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเป้าหมายหลักกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา สิ่งที่ทำให้ขบวนการนี้หยั่งรากลึกจนปราบไม่หมด คือความเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ท้องถิ่น ในพื้นที่ยากจน เงินจากการหลอกลวงกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจชุมชน นักการเมืองท้องถิ่นทำหน้าที่เป็น “เกราะกำบัง” ปกป้องฐานเสียงเพื่อแลกกับคะแนนโหวต มีรายงานการกดดันตำรวจท้องที่ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาอีกด้วย

รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ชี้ชัดว่า “การเพิกเฉยอย่างเลือกปฏิบัติ” ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์อินเดียเติบโตอย่างไร้การควบคุม และยังคงสูบเงินจากกระเป๋าผู้คนทั่วโลกไปอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนชัดเจนว่าการปราบปรามสแกมเมอร์ ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการทลายรังคอลเซ็นเตอร์ในประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงจุดเดียว ตราบใดที่ระบบฟอกเงินปลายทางในชาติตะวันตก และช่องโหว่ทางเทคโนโลยีระหว่างพรมแดน ยังคงเปิดโอกาสให้เงินหมุนเวียนได้ทั่วโลกอย่างไร้สิ่งกีดขวาง ด้วยเครือข่าย “ไร้ตัวตน-ไร้สัญชาติ” ไม่ได้ผูกขาดกับชาติใดชาติหนึ่ง แต่ทำงานประสานกันผ่านโลกดิจิทัล จนกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ไม่สามารถจัดการได้เด็ดขาด จึงต้องใช้การประสานงานข้ามชาติ เหมือนที่ “จีน” เคยทำได้ผลมาแล้ว

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

โลกตะวันตกเคยบอกว่า “ต้องทำตามสูตรนี้ถึงจะเจริญ” แต่จีนพิสูจน์ให้เห็นว่า…ไม่ใช่!

"ความทันสมัย" (Modernization) เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่สังคมอุตสาหกรรม เมือง และเทคโนโลยีสารสนเทศ กระบวนการนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางเดียวที่เป็นสากล หากแต่มีรูปแบบที่หลากหลายตามบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองของแต่ละสังคม การวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมโลกยุคทันสมัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งกระแสหลักของตะวันตก และเส้นทางทางเลือกที่เกิดขึ้นในสังคมอื่น โดยเฉพาะ "ความทันสมัยแบบจีน" (中国式现代化) ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ที่ท้าทายสมมติฐานเดิมว่า ความทันสมัยต้องมาพร้อมกับประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและทุนนิยมแบบตะวันตก” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร รากฐานทางความคิดของความทันสมัยแบบตะวันตก เริ่มจากยุคแสงสว่าง (Enlightenment) ซึ่งเน้นเหตุผล วิทยาศาสตร์ ปัจเจกบุคคล และความก้าวหน้า ต่อมาถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของเมือง ชนชั้นกลาง และระบบทุนนิยม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักวิชาการตะวันตก เช่น Talcott Parsons, Walt Rostow...

เด็ดขาด! “พูดแล้วต้องทำ ทำแล้วต้องเห็นผล” รหัสบริหารแดนมังกร

“หลักการ "言必行,行必果" (เหยียนปี้สิง สิงปี้กั่ว) เป็นคติจีนโบราณที่มีความหมายว่า "พูดแล้วต้องทำ ทำแล้วต้องเห็นผล" หลักการนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญทางการเมืองเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นลักษณะเฉพาะเชิงโครงสร้างของการบริหารประเทศของจีนสมัยใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านกลไกสถาบัน วัฒนธรรมองค์กร และระบบความรับผิดชอบที่แตกต่างจากหลายประเทศตะวันตก ลักษณะนี้ทำให้จีนสามารถดำเนินนโยบายขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไปในอนาคต” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์มีโครงสร้างที่เรียกว่า "ระบบความรับผิดชอบของหัวหน้า" ในทุกระดับ ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีกระทรวง ไปจนถึงระดับท้องถิ่น ผู้รับผิดชอบหลักต้องแสดงผลงานที่วัดผลได้ เป็นระบบการนำแบบรวมศูนย์ที่มีกลไกตรวจสอบภายใน การประชุมสองสภาประจำปี นายกรัฐมนตรีจะรายงานผลงานต่อสภาประชาชนแห่งชาติ และต้องระบุตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อการประเมินผลงานที่เชื่อมโยงความก้าวหน้าทางอาชีพกับผลลัพธ์ที่วัดได้ มีการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบวินัย ซึ่งมีอำนาจสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา คณะผู้บริหารจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ยังใช้มิติเชิงวัฒนธรรม มรดกขงจื๊อและวัฒนธรรมราชการ หยั่งรากลึกการปกครองจีนที่สืบทอดมาแต่โบราณ ในคัมภีร์หลุนอวี่ ขงจื๊อ กล่าวถึงความสำคัญของ "ความสัตย์จริง" ว่าเป็นรากฐานของการปกครอง วัฒนธรรมราชการจีนจึงให้คุณค่ากับการรักษาคำพูด ในฐานะเกียรติยศของผู้นำ การมองระยะยาว...

ความลับ! หลายคน..ยังไม่รู้ “ไต้หวัน” คือมณฑลที่ 20 ของจีน ผูกพันกันตั้งแต่ 5,000 ปี

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ไต้หวันเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของจีนมาตั้งแต่โบราณกาล ในยุคสามก๊ก ซุนกวนแห่งง่อก๊ก ได้ส่งขุนพลเว่ยเวินและจูกัดจื๊อ ให้นำทัพไปถึงอิ๋งโจว  ซึ่งก็คือไต้หวันในปัจจุบัน หลังจากราชวงศ์สุยและถัง ประชาชนจากแผ่นดินใหญ่ เริ่มอพยพไปตั้งถิ่นฐานในไต้หวัน นำเทคโนโลยีการผลิตและวัฒนธรรมที่ก้าวหน้าไปด้วย ในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ เผิงหูถูกบรรจุเข้าอยู่ในแผนที่ของจีนอย่างเป็นทางการ ขึ้นอยู่ในการปกครองของอำเภอจิ้นเจียง มณฑลฝูเจี้ยน ราชวงศ์หยวนได้จัดตั้งสำนักงานตรวจการที่เผิงหู ยิ่งเสริมสร้างการบริหารจัดการพื้นที่ไต้หวันและเผิงหู สมัยราชวงศ์หมิงและชิง รัฐบาลกลางได้เสริมสร้างการปกครองไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ค.ศ. 1885 ราชวงศ์ชิงได้สถาปนาไต้หวัน เป็นมณฑลอย่างเป็นทางการ มีหลิวหมิงฉวน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลคนแรก ทำให้ไต้หวันกลายเป็นมณฑลที่ยี่สิบของจีน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่แน่นหนาเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การปกครองที่มีประสิทธิผลของจีนเหนือไต้หวัน ได้ดำเนินต่อเนื่องมาหลายร้อยปี สถานะของไต้หวันในฐานะดินแดนของจีน ไม่อาจถูกตั้งข้อกังขาได้

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.