“ความทันสมัย” (Modernization) เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่สังคมอุตสาหกรรม เมือง และเทคโนโลยีสารสนเทศ กระบวนการนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางเดียวที่เป็นสากล หากแต่มีรูปแบบที่หลากหลายตามบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองของแต่ละสังคม การวิเคราะห์วิวัฒนาการของสังคมโลกยุคทันสมัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งกระแสหลักของตะวันตก และเส้นทางทางเลือกที่เกิดขึ้นในสังคมอื่น โดยเฉพาะ “ความทันสมัยแบบจีน” (中国式现代化) ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญ ที่ท้าทายสมมติฐานเดิมว่า ความทันสมัยต้องมาพร้อมกับประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและทุนนิยมแบบตะวันตก”
บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร
รากฐานทางความคิดของความทันสมัยแบบตะวันตก เริ่มจากยุคแสงสว่าง (Enlightenment) ซึ่งเน้นเหตุผล วิทยาศาสตร์ ปัจเจกบุคคล และความก้าวหน้า ต่อมาถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เกิดการขยายตัวของเมือง ชนชั้นกลาง และระบบทุนนิยม
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักวิชาการตะวันตก เช่น Talcott Parsons, Walt Rostow และ Daniel Lerner ได้พัฒนา “ทฤษฎีความทันสมัย” (Modernization Theory) ที่เสนอว่าสังคมทั้งหมดจะต้องผ่านขั้นตอนเดียวกัน ในการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย โดยมีตัวชี้วัด เช่น การ industrialization, urbanization, secularization, democratization และการเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลก
ทฤษฎีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักคิดสายพึ่งพา (Dependency Theory) เช่น Andre Gunder Frank และ Immanuel Wallerstein ที่ชี้ว่าความทันสมัยของตะวันตก เกิดขึ้นได้เพราะการเอารัดเอาเปรียบอาณานิคมและประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เกิด “การพัฒนาที่ไม่สมดุล” และ “ระบบโลกที่แบ่งเป็นศูนย์กลาง-รอบนอก”
หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต Francis Fukuyama เสนอวิทยานิพนธ์ “จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์” ว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยมและทุนนิยมตลาด เป็นจุดหมายสุดท้ายของวิวัฒนาการมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของจีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามสูตรตะวันตก ได้พิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ไม่สมบูรณ์ โลกยุคใหม่จึงเต็มไปด้วย “ความทันสมัยหลายรูปแบบ” (Multiple Modernities) ตามที่ S.N. Eisenstadt เสนอ
“ความทันสมัยแบบจีน” เป็นแนวคิดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนใช้อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะตั้งแต่การประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 20 (ค.ศ. 2022) เพื่ออธิบายเส้นทางการพัฒนาของจีนที่แตกต่างจากแบบตะวันตก โดยมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ
1. ความทันสมัยของประชากรมหาศาล จีนมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน การพัฒนาต้องคำนึงถึงขนาดประชากรนี้
2. ความทันสมัยของความมั่งคั่งร่วมกัน เน้นลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การปล่อยให้ทุนนิยมสร้างความเหลื่อมล้ำ
3. ความทันสมัยที่กลมกลืนระหว่างวัตถุและจิตใจ ไม่ใช่แค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงวัฒนธรรมและจิตสำนึกสังคมนิยม
4. ความทันสมัยที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
5. ความทันสมัยที่สันติ ไม่ขยายอำนาจผ่านการรุกรานหรือลัทธิอาณานิคม แต่ผ่านความร่วมมือและการพัฒนา
จีนเริ่มต้นกระบวนการความทันสมัยจากความพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น (ค.ศ. 1840) ซึ่งนำไปสู่ “ขบวนการปฏิรูปตัวเอง” (洋务运动) การปฏิรูปการเมือง (戊戌变法) และการปฏิวัติซินไฮ่ (ค.ศ. 1911) แต่ความพยายามเหล่านี้ล้มเหลว เพราะไม่มีรากฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง
หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 1949) จีนได้สร้างรากฐานอุตสาหกรรมและการศึกษา แต่ก็ประสบปัญหาจากนโยบายที่ผิดพลาด เช่น การก้าวกระโดดไกล (大跃进) และการปฏิวัติวัฒนธรรม ตั้งแต่การปฏิรูปและเปิดประเทศ (ค.ศ. 1978) โดย เติ้งเสี่ยวผิง จีนจึงเริ่มต้นเส้นทาง “สังคมนิยมที่มีลักษณะจีน” ซึ่งผสมผสานกลไกตลาดกับบทบาทนำของพรรคและรัฐ
ปัจจัยที่ทำให้ความทันสมัยแบบจีนประสบความสำเร็จ คือการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีเสถียรภาพ ทำให้ทิศทางและความต่อเนื่องของนโยบาย, การปฏิรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วขยายไปทั่วประเทศ, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา สร้างทุนมนุษย์และความสามารถทางเทคโนโลยี, การเปิดรับการลงทุนต่างชาติ แต่ยังคงควบคุมภาคยุทธศาสตร์ และ การปรับตัวทางอุดมการณ์ จากสังคมนิยมบริสุทธิ์สู่ “สังคมนิยมที่มีลักษณะจีน” และ “สังคมนิยมยุคใหม่”
ความทันสมัยแบบจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “ความทันสมัย” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเป็นตะวันตก แต่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่น อุดมการณ์ทางการเมือง และเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ความสำเร็จของจีนในการยกประชากรมากกว่า 800 ล้านคนออกจากความยากจนภายในไม่กี่ทศวรรษ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ท้าทายสมมติฐานเดิมของทฤษฎีความทันสมัยแบบตะวันตก อย่างไรก็ตาม ความทันสมัยแบบจีนก็ยังเผชิญความท้าทายทั้งภายในและภายนอก ซึ่งยังต้องพิสูจน์ความยั่งยืนในระยะยาว
สิ่งสำคัญที่สุดที่บทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นคือ โลกยุคใหม่กำลังเคลื่อนสู่ยุคของ “ความทันสมัยหลายขั้ว” (Multipolar Modernities) ที่แต่ละสังคมสามารถเลือกเส้นทางของตนเองได้ตามบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยไม่ต้องลอกเลียนแบบใคร และความสำเร็จของแต่ละเส้นทาง ควรวัดจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการของประชาชนของตนเอง มากกว่าการปฏิบัติตามสูตรสำเร็จรูปจากภายนอก



