กลายเป็นคดีร้อนแรงสะเทือนวงการกฎหมาย เมื่อคดีละเมิดที่มีโจทก์รวมกว่า 46 ราย ฟ้องร้อง การท่าเรือแห่งประเทศไทย เริ่มเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่ง รับฟ้องโจทก์เพิ่มเติมอีก 3 ราย ซึ่งทำให้ฝ่ายจำเลยต้องแต่งตั้งพนักงานอัยการเพิ่มอีก 3 คน เพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีภายในวันที่ 27 มกราคม 2569
ขณะที่ “ทนายปราบโกง” ทนายความชื่อดังผู้ดูแลฝ่ายโจทก์ เปิดเผยว่า การเพิ่มโจทก์ 3 รายอาจเป็น “หมากสำคัญ” ในการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของหน่วยงานรัฐ โดยระบุว่า การท่าเรือฯ กำลังอยู่ในสถานการณ์ “จนมุมทางกฎหมาย” เพราะไม่ว่าคำให้การจะออกมาในรูปแบบใดก็เสี่ยงเสียเปรียบทั้งสิ้น
- ยื่นคำให้การแบบเดิม
หากยังยืนยันว่าโจทก์ 3 รายใหม่ “ไม่เคยถูกแจ้งความดำเนินคดี” เหมือนกลุ่มก่อนหน้า จะทำให้ฝ่ายโจทก์สามารถยื่นฟ้องเพิ่มในข้อหา มาตรา 157 (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) เพิ่มอีก 3 ราย จากเดิมที่ดำเนินคดีแล้ว 9 ราย รวมเป็น 12 ราย หรือ “ครบโหล” - เปลี่ยนคำให้การใหม่
หากกลับคำยืนยันว่าโจทก์ “ถูกแจ้งความแล้ว” เพื่อเลี่ยง ม.157 จะก่อให้เกิดความ ขัดแย้งในคำให้การของหน่วยงานรัฐ ต่อศาลในคดีเดียวกัน ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง
ไม่ว่าการท่าเรือฯ จะเลือกแนวทางใด ก็มีแต่ “เสียมากกว่าได้” ทั้งในเชิงพยานหลักฐานและภาพลักษณ์องค์กรที่สังคมจับตามอง โดยหลายฝ่ายถึงกับตั้งฉายาให้ว่าอาจกลายเป็น “องค์กรเด็กเลี้ยงแกะ” ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือพังครืนในสายตาสาธารณะ
แหล่งข่าวในทีมกฎหมายฝ่ายโจทก์ระบุว่า “นี่คือบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมไทย ว่าหน่วยงานรัฐจะกล้ายอมรับความจริง หรือจะเดินเกมปกปิดความผิดพลาดเพื่อเอาตัวรอด”
คดีนี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่ง “จุดวัดใจ” ของกระบวนการยุติธรรม ว่าความจริงหรือเทคนิคทางกฎหมายจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด — โดยคำให้การวันที่ 27 มกราคมนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า “การท่าเรือฯ” จะรอด หรือถึงทางตันอย่างแท้จริง.




