
เครือข่าย SEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้) ได้มาปักหลักชุมนุมเพื่อคัดค้านร่าง พรบ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์ ถามว่าผู้คัดค้านจะต้านได้แค่ไหน?
ผมขอเรียนไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ และไม่ได้คัดค้านการลงทุนขนาดใหญ่ หากมีโครงการใดที่สร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศได้จริง ผมพร้อมสนับสนุน แต่สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของ SEC รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามีความคุ้มค่าจริง
ส่วนร่าง พรบ.SEC ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “กฎหมายแม่บท” รองรับโครงการแลนด์บริดจ์และการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ตอนบนนั้น ผมยิ่งเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการส่งเสริมการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ การใช้ที่ดิน และอนาคตของคนในภูมิภาค คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราอยากพัฒนาหรือไม่ แต่คือเราจะพัฒนาอย่างไร พัฒนาเพื่อใคร และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนในพื้นที่และประเทศชาติอย่างแท้จริงหรือไม่
ผมเห็นว่าร่าง พรบ.SEC คือ การสร้าง “EEC (หรือระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) เวอร์ชันภาคใต้” เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ และยกระดับภาคใต้ตอนบนให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของประเทศ โดยให้อำนาจพิเศษและสิทธิประโยชน์การลงทุนสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป เพื่อดึงดูดเงินลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
การชุมนุมของเครือข่าย SEC Watch หน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลานี้ ไม่ได้คัดค้านเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น แต่คัดค้านทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์พร้อมกัน เพราะผู้ชุมนุมเชื่อว่าทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
ประเด็นหลักที่ผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมา เช่น (1) มองว่า พรบ.SEC เป็น “ประตู” สู่แลนด์บริดจ์ (2) กังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนชายฝั่ง (3) สงสัยความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ และ (4) กังวลเรื่องสิทธิในที่ดิน เขาใช้คำว่า “คนใต้จะกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง” เพื่อสื่อถึงความกังวลเรื่องอำนาจต่อรองระหว่างชุมชนกับทุนขนาดใหญ่
ดังนั้น แก่นของความขัดแย้งในขณะนี้จึงไม่ใช่แค่ “เอาหรือไม่เอาแลนด์บริดจ์” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด ระหว่างการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กับการรักษาฐานเศรษฐกิจเดิม เช่น ประมง การท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติ
ผมขอย้ำอีกครั้งว่า “ผมไม่ได้คัดค้านการพัฒนาภาคใต้ แต่ผมยังไม่เห็นข้อมูลเพียงพอว่า ร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ประเทศต้องแบกรับ”
หากรัฐบาลไม่สามารถทำความเข้าใจกับเครือข่าย SEC Watch ได้ โดยต้องมีผลการศึกษาอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกมิติมาชี้แจง ก็ยากที่จะเดินหน้าทั้งร่าง พรบ.SEC และแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะเชิญชวนเอกชนมาลงทุน แต่รัฐบาลยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นโครงการที่คุ้มทุนจริง ถามว่าใครจะกล้ามาลงทุน?
ดังนั้น ก่อนจะเดินหน้าโครงการระดับประวัติศาสตร์เช่นนี้ เราควรมีคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ขอทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาที่ดีไม่ใช่การรีบเดินหน้า แต่คือการตอบคำถามของประชาชนให้ครบก่อนเดินหน้า”


