วันที่ 8 มกราคม 2569 — กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณี เด็กหญิงอายุระหว่าง 7–11 ปี ถูกพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงจังหวัดสระบุรีกระทำทารุณกรรม โดยยืนยันว่าเหยื่อได้รับสิทธิในการ เยียวยาโดยเร่งด่วน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งถือเป็น “กฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
นาย ธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโฆษกกรมฯ พร้อมด้วย นางธัญสุดา หน่อแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ลงพื้นที่ให้กำลังใจและรับคำขอการเยียวยาจากผู้เสียหายที่อยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ฯ
พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นลูกจ้างเหมาบริการของสถานสงเคราะห์ฯ — ถือเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตามนิยามกฎหมาย — มีลักษณะรุนแรง เช่น มัดมือมัดเท้า มัดปาก จับเด็กลงบ่อน้ำเสีย ข่มขู่ด้วยสัตว์อันตราย กักขังในห้องมืด และบังคับให้นอนในห้องน้ำ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางจิตใจของเด็ก
ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิด 11 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 22 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือรวม 11 ปี และให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี โดยกฎหมายกำหนดว่า หากผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นครึ่งหนึ่ง
นายธีรยุทธ กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการ เยียวยาผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด ทั้งในรูปแบบตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน เช่น การบำบัด ฟื้นฟูสภาพจิตใจ และจัดหาสวัสดิการคุ้มครองต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด”
กรมคุ้มครองสิทธิฯ จะเร่งเสนอเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการพิจารณาเยียวยาในเดือนมกราคมนี้ เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม ครอบคลุมทั้ง การดูแลทางร่างกาย จิตใจ และสิทธิทางกฎหมาย อย่างครบถ้วน.













