“อนันต์ชัย” นำทีมมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ร้อง “บิ๊กเต่า” สอบเส้นทางการเงินอดีตเจ้าอาวาสวัดสักใหญ่ ปมสีกา 6 คนเข้าข่ายยักยอก-157 หรือไม่ ด้านตำรวจ ปปป. เร่งขยายผลหากพบใช้เงินวัดจริงเตรียมฟันทั้งอดีตพระและสีกา
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ชั้น 16 อาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือ “บิ๊กเต่า” เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนให้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ “พระครูนันทจรณธรรม” อดีตเจ้าอาวาสวัดสักใหญ่ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 หรือไม่
นายอนันต์ชัย เปิดเผยถึงที่มาของการเข้าร้องเรียนในครั้งนี้ว่า สืบเนื่องจากกรณีปรากฏข่าวคลิปหญิงสาวสองรายปะทะคารมกันอันเนื่องมาจากปัญหาความสัมพันธ์กับอดีตเจ้าอาวาสวัดสักใหญ่ และต่อมามีการเปิดโปงผ่านสื่อมวลชนว่าอดีตเจ้าอาวาสรูปนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้หญิงถึง 6 คน จนกระทั่งพระครูนันทจรณธรรมได้ตัดสินใจลาสิกขาไปเพื่อตัดปัญหาพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งในส่วนของประเด็นเรื่องสีกานั้น ตนยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจริงเท็จประการใด หรือถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ เนื่องจากเจ้าตัวชิงลาสิกขาไปก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบอธิกรณ์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสื่อมเสียและเกิดข้อครหาต่อคณะสงฆ์ในจังหวัดนนทบุรีรวมถึงทั่วประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการนำเงินไปให้สีกาตามที่ปรากฏในข่าว จึงเกิดข้อสงสัยว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวหรือเป็นเงินของทางวัด หากเป็นเงินวัดจริงย่อมเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามมาตรา 157 และยักยอกทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่ดูแลรักษาตามมาตรา 147 เนื่องจากเจ้าอาวาสถือเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45
มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจึงต้องการให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดสักใหญ่ให้เกิดความโปร่งใสว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งแม้จะมีการลาสิกขาไปแล้วแต่คดีความดังกล่าวมีอายุความถึง 15 ปี จึงสามารถดำเนินคดีเอาผิดย้อนหลังได้แน่นอน ทั้งนี้ในปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อสงสัยและยังไม่มีชาวบ้านนำหลักฐานมายื่นเพิ่มเติม แต่เชื่อว่าหลังจากนี้หากชาวบ้านเห็นความชัดเจนก็น่าจะมีการนำหลักฐานมาให้ ซึ่งทางมูลนิธิพร้อมที่จะรวบรวมส่งให้ตำรวจดำเนินการต่อไป
ทางด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ระบุว่า ตนได้สั่งการให้ตำรวจ บก.ปปป. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่วัดสักใหญ่ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เบื้องต้นพระลูกวัดแจ้งว่าอดีตเจ้าอาวาสไม่อยู่ และจะนำเอกสารมาชี้แจงภายใน 1-2 วัน กรณีนี้หัวใจสำคัญคือต้องตรวจสอบว่ามีการนำเงินวัดออกมาใช้จริงหรือไม่ หากเป็นเงินส่วนตัวที่มอบให้สีกาก็ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่หากพบว่ามีการดึงเงินจากบัญชีวัดไปใช้ อดีตเจ้าอาวาสจะต้องถูกดำเนินคดี รวมถึงสีกาที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจะต้องถูกเรียกตัวมาสอบปากคำเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป




























