กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พัฒนา ฉายาวัฒน์, พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์, พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล, พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ รอง ผบก.ปอท.รรท.รอง ผบก.ปคม, พ.ต.อ.พงศกร โนรี ประจำ (สบ 5) บก.ปคม., พ.ต.อ.เถกิงวุฒิ กิตติศุภคุณ, พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผบก.ปคม. สั่งการให้กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ นำโดย พ.ต.อ.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ ผกก.1 บก.ปคม., พ.ต.ท.เอกรณการ นาคนิยม, พ.ต.ท.รัศมิ์ธศิลป์ ป้องอาณา, พ.ต.ท.สุรศักดิ์ หญีตบึ้ง รอง ผกก.1 บก.ปคม., พ.ต.ท.ณัฏฐพัชร์ งามประดิษฐ์, พ.ต.ท.ธนกร จาวรุ่งวณิชสกุล รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1 บก.ปคม. ประกอบด้วย ว่าที่ พ.ต.ต.นนทพัทธ์ กาวชู สว.กก.1 บก.ปคม., พ.ต.ต.ก่อเกียรติ เกียรติตั้ง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม., ร.ต.อ.สุทธิรักษ์ แก่นจันดา รอง สว.ฝอ.ปรก.กก.1 บก.ปคม., ร.ต.อ.เจตนารมณ์ อัตถาวงศ์ รอง สว.กก.1 บก.ปคม., ร.ต.อ.ธนากร แก่นอินทร์ รอง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคม. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 1 และ 3 กก.1 บก.ปคม. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ดังนี้
1.พระตูน อายุ 24 ปี ในความผิดฐาน “ข่มขืนกระทำชำเราอื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลัง ประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น, กระทำชำเราเด็ก อายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำอนาจารแก่เด็ก อายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะ ที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น, การกระทำความผิดข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำอนาจารซึ่งกระทำต่อเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ หรือผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือความอนุบาล, โดยปราศจาก เหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร, บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมี ลักษณะลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด” ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 320/2569 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2569
สถานที่จับกุม วัดดังแห่งหนึ่ง กลางกรุงเทพมหานคร
2.พระต้า อายุ 24 ปี ในความผิดฐาน “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยผู้กระทำได้กระทำโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้เด็กนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น, การกระทำความผิดข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำอนาจาร
ซึ่งกระทำต่อเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการหรือผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือความอนุบาล, บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรือการกระทำอนาจารนั้นไว้ เพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น, ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น, โดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และบังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็ก ประพฤติตนไม่สมควร หรือให้เด็กแสดงหรือ กระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด” ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 321/2568 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568
สถานที่จับกุม วัดดังแห่งหนึ่ง กลางกรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์แห่งคดี
กล่าวคือก่อนเกิดเหตุ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้เข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคม. ว่ามี สามเณรในวัดชื่อดังกลางกรุง จำนวน 3 รูป ถูกพระภายในวัดกระทำการที่ไม่เหมาะสมทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลและกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กในศาสนสถานเป็นอย่างยิ่ง
ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาได้สั่งการให้ กก.1 บก.ปคม. ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่หาข้อมูลเชิงลึกถึงพฤติกรรมของพระตามข้อมูลที่มีการร้องเรียน ทั้งจากพยานบุคคลและข้อมูลแวดล้อมภายในวัด จากการสืบสวนพบว่ามีพระในวัดดังกล่าว จำนวน 2 รูป มีพฤติการณ์สอดคล้องกับข้อมูลตามคำให้การของสามเณรผู้เสียหาย
จากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่าพระทั้ง 2 รูป เป็นพระปกครองและเป็นพระรุ่นพี่ที่มีอำนาจในการดูแลและควบคุมสามเณรภายในวัด ได้อาศัยตำแหน่งหน้าที่และความอ่อนประสบการณ์ของสามเณรแต่ละรูป หลอกล่อให้มายังกุฏิของตนโดยอ้างว่าจะให้ยืมโทรศัพท์มือถือเพื่อเล่นเกม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามเณรไม่สามารถเข้าถึงได้โดยปกติ เนื่องจากภายในวัดมีข้อกำหนดไม่อนุญาตให้สามเณรใช้โทรศัพท์มือถือ
เมื่อสามเณรหลงเชื่อและเข้าไปยังกุฏิ พระดังกล่าวได้กระทำการไม่เหมาะสมทางเพศซึ่งถือเป็นการกระทำชำเราและกระทำอนาจารรวมๆ แล้วกว่า 30 ครั้ง โดยมีการใช้สิ่งตอบแทนเป็นแรงจูงใจ เช่น การอนุญาตให้เล่นโทรศัพท์มือถือ การให้เล่นเกม หรือการให้เงินจำนวน 500 บาท เพื่อแลกกับการยินยอมของสามเณร นอกจากนี้ยังพบว่า พระทั้งสองรูปมีพฤติการณ์แอบถ่ายภาพและคลิปวิดีโออนาจารของสามเณรเก็บไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สามเณรนอนหลับและไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมความเสียหายต่อผู้เสียหายอย่างร้ายแรง
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิด ก่อนจะนำกำลังเข้าปูพรมตรวจค้นกุฏิภายในวัด จนนำไปสู่การจับกุมพระผู้ต้องหา จำนวน 2 รูป โดยจากการตรวจค้นกุฏิพบสิ่งของจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าว อาทิ อุปกรณ์เล่นการพนัน ถุงยางอนามัย เจลหล่อลื่น และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีการเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นจำนวนมาก รวมถึงตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีก 3 เครื่อง ซึ่งภายในพบข้อมูลภาพและคลิปวิดีโอของสามเณรในลักษณะอนาจารมากกว่า 100 คลิป
ในระหว่างการตรวจค้น ยังมีสามเณรเพิ่มเติมอีกจำนวน 4 รูป ได้เข้ามาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เคยถูกพระผู้ต้องหากระทำในลักษณะเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการคุ้มครองผู้เสียหาย และขยายผลการสืบสวนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ากลุ่มสามเณรผู้เสียหาย มีอายุเพียง 12 – 15 ปี
ภายหลังการจับกุม พระผู้ต้องหาทั้ง 2 รูป ได้สมัครใจลาสิกขา และถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยในชั้นต้น ผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและคุ้มครองเด็ก แม้จะอยู่ในสถานที่ที่สังคมคาดหวังว่าจะปลอดภัยอย่างวัดก็ตาม ผู้ปกครองจึงควรให้ความใส่ใจต่อบุตรหลานที่ไปบวชสามเณร หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างใกล้ชิด หมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตัวจากภัยทางเพศ และเปิดโอกาสให้เด็กสามารถพูดคุยหรือเล่าปัญหาได้อย่างสบายใจ โดยไม่กดดันหรือคาดคั้นจนทำให้เด็กเกิดความกลัว หากพบความผิดปกติควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
กรณีดังกล่าวไม่เพียงเป็นคดีอาญาที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างระบบป้องกันและเฝ้าระวังในสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ว่าที่ พ.ต.ต.นนทพัทธ์ กาวชู สว.กก.1 บก.ปคม. โทร. 089-663-5159
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

















