ช่วงต้นเดือนเมษายน 2026 ที่จะถึงนี้ มีกำหนดการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองที่ปักกิ่ง ซึ่งโลกคาดหวังว่าจีนอาจสวมบทบาท “ตัวกลางเจรจา” เหมือนที่เคยทำสำเร็จในดีลอิหร่าน-ซาอุฯ เพื่อยุติความขัดแย้งก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะพังทลายไปมากกว่านี้
จีนกำลังรอจังหวะที่สหรัฐฯ อ่อนแรงจากสงครามยืดเยื้อ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” และขยายบทบาทนำในระเบียบโลกใหม่
การพบกันระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดิมทีทั้งคู่มีกำหนดการพบกัน ณ กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2026 แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศขอเลื่อนการเยือนออกไปประมาณ 5-6 สัปดาห์ (คาดว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม 2026) โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นในประเทศ โดยทรัมป์ระบุว่า “เราอยู่ในภาวะสงคราม”
ขณะที่ฝั่งจีนตอบรับการเลื่อนครั้งนี้ด้วยความเรียบง่าย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจีนเองก็ต้องการเวลาประเมินสถานการณ์สงครามก่อนจะเจรจาขั้นเด็ดขาดเช่นกัน
แม้ทรัมป์จะย้ำว่า “มีความสัมพันธ์ดีมากกับประธานสี” แต่เบื้องหลังมีความตึงเครียดซ่อนอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยส่งสัญญาณให้จีนช่วยกดดันอิหร่าน หรือส่งแรงสนับสนุนเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดตาย โดยขู่ว่าถ้าจีนไม่ช่วยก็อาจเลื่อนการประชุม แต่ภายหลังทำเนียบขาวได้ปฏิเสธว่าการเลื่อนครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สงครามที่ยืดเยื้อทำให้อำนาจต่อรองของสหรัฐฯ บนโต๊ะเจรจาลดลง ขณะที่จีนมีสถานะเป็น “คนกลางที่เยือกเย็น” มากขึ้น เพราะสหรัฐฯ กำลังติดหล่มสงครามในตะวันออกกลาง
หากการพบกันเกิดขึ้นจริง หัวข้อหลักจะเปลี่ยนจากเรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องความมั่นคงโลก ซึ่งโลกคาดหวังว่าจีนจะใช้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอิหร่าน ช่วยเป็นตัวกลางหาทางลงให้กับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน
การพบกันครั้งนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “G2 Summit” ที่จะกำหนดทิศทางว่าโลกจะเข้าสู่ภาวะ “สงครามเย็นยุคใหม่” อย่างเต็มตัว หรือจะสามารถหา “จุดสงบศึกชั่วคราว” เพื่อพยุงเศรษฐกิจโลกที่กำลังบอบช้ำจากราคาน้ำมัน
หากการเจรจาระหว่าง ประธานาธิบดีทรัมป์ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ล้มเหลว หรือไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ โลกจะเผชิญกับสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Systemic Crisis” หรือวิกฤตเชิงระบบ ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุเพดาน โดยนักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่าราคาอาจพุ่งสูงถึง 150–200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาอันสั้น เกิดภาวะขาดแคลนก๊าซ LNG เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซ LNG กว่า 20% ของโลก (โดยเฉพาะจากกาตาร์) หากเส้นทางนี้ถูกปิดถาวร จะเกิดวิกฤตพลังงานไฟฟ้าในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียที่พึ่งพาก๊าซจากภูมิภาคนี้
สหรัฐฯ และจีนอาจกลับมาใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจกันรุนแรงขึ้น ทั้งการระงับการส่งออกแร่หายากและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของจีน ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธและเทคโนโลยีไฮเทคของสหรัฐฯ เผชิญภาวะชะงักงัน ขณะที่ทรัมป์อาจประกาศภาษีศุลกากรแบบถาวรกับสินค้าจีน เพื่อบีบให้จีนเลิกสนับสนุนอิหร่านทางอ้อม ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้หนักขึ้นไปอีก
แต่หากการเจรจาระหว่าง ประธานาธิบดีทรัมป์ และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จ โลกจะเข้าสู่สภาวะ “The Grand Compromise” หรือการประนีประนอมครั้งใหญ่ที่ช่วยดึงเศรษฐกิจโลกออกจากปากเหว ซึ่งจีนสามารถใช้อิทธิพลที่มีต่ออิหร่าน (ในฐานะผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุด) บีบให้เตหะรานยอมรับข้อตกลงหยุดยิง แลกกับการที่สหรัฐฯจะหยุดการโจมตีทางอากาศและไม่พยายามเปลี่ยนระบอบการปกครอง
ทันทีที่การเจรจาสำเร็จ เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกจะกลับมาใช้งานได้ปกติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งสูงจะดิ่งลงอย่างรวดเร็วกลับสู่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยลดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกทันที นักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จจะมาในรูปแบบ “วิน-วิน” ที่เน้นผลประโยชน์ระยะสั้นของทั้งสองผู้นำ
สหรัฐฯ ได้หน้า (Winning for Trump) จีนอาจตกลงซื้อสินค้าเกษตร (ถั่วเหลือง, ข้าวโพด) และพลังงานจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมหาศาล เพื่อช่วยทรัมป์หาเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอม ช่วงปลายปี 2026
จีนได้ลมหายใจ (Breathing Room for Xi) สหรัฐฯ อาจยอมลดภาษีศุลกากรบางส่วนที่เพิ่งประกาศใช้ (หลังจากปี 2025 ที่กำแพงภาษีพุ่งสูงถึง 145%) เพื่อช่วยพยุงภาคการส่งออกของจีนที่กำลังย่ำแย่จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว
ความร่วมมือด้าน AI และชิป อาจมีการตกลงในลักษณะ “Selective Decoupling” คือแบ่งขอบเขตเทคโนโลยีที่แข่งกันได้และที่ต้องร่วมมือกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะสำเร็จ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเป็นเพียง “ความสงบก่อนพายุระลอกใหม่” เพราะความเชื่อมั่นระหว่างสหรัฐฯและจีนยังอยู่ในระดับต่ำมาก ทั้งสองฝ่ายเพียงแค่ต้องการ “ซื้อเวลา” เพื่อจัดการปัญหาในบ้านตัวเองเท่านั้น



