ก้าวย่างสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ท่ามกลางพายุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน สมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน เปิดเวทีเสวนา “สู่ทศวรรษที่ 6 ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความท้าทายระเบียบโลกใหม่” เพื่อถอดรหัสทิศทางในอนาคต ไปสู่จุดที่ต้องบริหารความสัมพันธ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง ชี้ให้เห็นว่าจีนคือคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ไทยจะขาดดุลการค้าให้จีน แต่ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีน เพราะ16% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติคือชาวจีน อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ (ม.301) การรักษาสมดุลระหว่างสองมหาอำนาจจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยมี “ซอฟต์พาวเวอร์” ทั้งอาหารและวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมโยงที่ฝังรากลึกมาตลอด 5 ทศวรรษ ซึ่งให้ข้อสรุปว่าเราจำเป็นต้องคบค้าทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ขึ้นอยู่กับว่าภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ เราจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างไร
ในมิติเศรษฐกิจและการปรับตัว นายสรสินธุ ไตรจักรภพ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน สะท้อนภาพการเข้ามาของ “ทุนจีนรุ่นใหม่” ที่มีความกระตือรือร้นและแข่งขันสูง จนสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย ขณะที่จีนเริ่มปรับทิศทางจากการเป็น “โรงงานของโลก” ไปสู่การจัดการปัญหาการผลิตที่เกินความต้องการ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างเท่าทัน
ด้านความมั่นคง พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ย้ำว่าความสัมพันธ์ทางทหารกับจีนช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่เข้มแข็งและเข้าถึงเทคโนโลยีวิถีตะวันออก อยู่แบบเป็นเพื่อนกัน ทำความมั่นคงร่วมกัน ทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองและไม่ถูกบีบให้ “เลือกข้าง”
บทสรุปจากเวทีนี้คือในทศวรรษที่ 6 ไทยต้องใช้กลยุทธ์ “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” เรียนรู้จังหวะรุก-รับของจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกใหม่





