อาลาซ่าน, 5 ส.ค. (ซินหัว) — ย้อนกลับไปปี 1971 “หนีหม่า” ในวัย 25 ปี และลูกชายวัย 3 ขวบ ได้ตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดไปยังจุดเหนือสุดของตำบลถ่ามู่ซูพู่ลาเก๋อในอำเภออาลาซ่านขวา เขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป 200 กิโลเมตร ณ บริเวณชายแดนจีน-มองโกเลีย และเริ่มต้นอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ควบคู่กับเฝ้าระวังชายแดนจนกลายเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดนรุ่นแรกของแคว้นอาลาซ่าน
ตลอด 55 ปีที่ผ่านมา หนีหม่าต่อสู้กับพายุหิมะและพายุฝุ่นทราย เอาชนะความยากลำบากต่างๆ เช่น ความแห้งแล้ง สภาพแวดล้อมที่โหดร้าย การขาดแคลนน้ำประปาและไฟฟ้า เพื่อช่วยพิทักษ์ชายแดนของบ้านเกิดเมืองนอน โดยแม้ปัจจุบันหนีหม่าในวัย 80 ปี ซึ่งเดินเหินไม่สะดวกและป่วยเป็นโรคปอด ไม่ได้ออกลาดตระเวนเหมือนอดีต แต่มี “ฮาต๋าปู้เหอ” และ “เป่าเฉวียน” ลูกชายและหลานชายรับไม้ต่อ ซึ่งถือเป็นการสืบสานภารกิจของคนสามรุ่น
ฮาต๋าปู้เหอเติบโตบนหลังอูฐและฝึกเดินบนเส้นทางลาดตระเวนของหนีหม่าผู้เป็นแม่มาตั้งแต่สามขวบจนกระทั่งอายุ 18 ปี เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดนที่ออกลาดตระเวนร่วมกับแม่ ส่วนเป่าเฉวียน หลานชายของหนีหม่า ไม่ได้มุ่งสู่จีนตอนใต้เหมือนเพื่อนพ้องหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่สมัครเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครพัฒนาภูมิภาคจีนตะวันตก และเดินทางไปทำงานที่แคว้นอาลาซ่าน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านถึง 500 กิโลเมตร
ปี 2023 เป่าเฉวียนเดินทางกลับมายังพื้นที่ชายแดนและเข้าร่วมงานที่สถานีตำรวจชายแดนถ่ามู่ซูพู่ลาเก๋อในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดนกองหนุน โดยเป่าเฉวียนออกลาดตระเวนตามถนนหนทาง ภูเขาน้อยใหญ่ และลำห้วย ซึ่งทุกที่ล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะเขาเดินตามย่าและพ่อมานานกว่าสิบปี
ทั้งนี้ หนีหม่าได้รับรางวัลอันน่าภาคภูมิใจมากมาย เช่น บุคคลตัวอย่างแห่งจีนตอนเหนือ บุคคลตัวอย่างระดับชาติด้านความก้าวหน้าและความสามัคคีของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนดีเด่นระดับชาติในปี 2026 โดยหนีหม่ากล่าวว่าเธอจะยังคงยืนหยัดพิทักษ์ชายแดนมาตุภูมิต่อไปตราบเท่าเรี่ยวแรงที่มี


















(บันทึกภาพปี 2020 และปี 2026)



