วันเสาร์, มีนาคม 28, 2026
หน้าแรกคอลัมนิสต์สืบจากข่าวกสม. เผยการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข

Related Posts

กสม. เผยการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข

กสม. ชงข้อเสนอแนะการตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยเคารพสิทธิฯ หลังพบกรณีละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการบังคับตรวจและใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย – ชี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ จ่ายค่าทดแทนเวนคืนที่ดินไม่เป็นธรรม และจำกัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร – เผยกิจการเหมืองแร่โพแทช อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

3.กสม. เผยการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เมื่อเดือนมกราคม 2568 ระบุว่า ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการเหมืองแร่โพแทชของบริษัทเอกชน 2 แห่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2) โดยผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นบริษัทย่อยของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อมาได้มีการยื่นคำขออนุญาตเปลี่ยนแปลงผังโครงการทำเหมืองแร่ต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) (ผู้ถูกร้องที่ 3) โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองเป็นการขุดเจาะอุโมงค์ในแนวดิ่งโดยใช้วัตถุระเบิด ซึ่ง กพร. มีคำสั่งอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงผังโครงการแล้ว ผู้ร้องเห็นว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพเกษตรกรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อันกระทบต่อสิทธิของบุคคลและชุมชนในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัย และอาจเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา ดังนี้ ประเด็นแรกการที่บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 ดำเนินการขุดบ่อเก็บน้ำผิวดินเพิ่ม 5 บ่อ โดยมิได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการเหมืองแร่ และการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่จะได้รับอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ ไม่เป็นไปตามวิธีการทำเหมืองและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสถานีตำรวจภูธรด่านขุนทด เพื่อดำเนินคดีกับกรรมการของผู้ถูกร้องที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 จึงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว

ประเด็นที่สอง การที่ กพร.อนุญาตให้บริษัทเอกชนเปลี่ยนแปลงแผนผังการขุดเจาะจากเดิมเป็นแนวดิ่งโดยใช้วัตถุระเบิด เห็นว่า แม้การอนุญาตดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแร่ แต่เมื่อปรากฏว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขุดเจาะอุโมงค์เกิดขึ้นภายหลังจากที่โครงการประสบปัญหาน้ำใต้ดินรั่วไหล และเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินโครงการในสาระสำคัญ อันก่อให้เกิดความกังวลแก่ผู้ร้องและประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ทั้งรูปแบบการขุดเจาะดังกล่าวยังมีความเสี่ยงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างชั้นหินและแหล่งน้ำใต้ดิน ซึ่งบริษัทเอกชนทั้งสองแห่งไม่ได้แสดงความชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณวัตถุระเบิดที่ใช้ จำนวนครั้งในการระเบิดต่อวัน และมาตรการควบคุมผลกระทบ ส่วน กพร. ก็ได้อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงผังโครงการโดยไม่ได้จัดให้มีกระบวนการสร้างความเข้าใจ การให้ข้อมูล หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเพียงพอเช่นกัน ดังนั้น การกระทำของบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 จึงมีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสิทธิของผู้ร้องและประชาชนในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ขณะที่การดำเนินการของ กพร. ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการได้รับทราบข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินการใดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กพร. ละเมิดสิทธิมนุษยชน

และประเด็นที่สามการประกอบกิจการเหมืองแร่เป็นสาเหตุทำให้เกิดดินเค็มในพื้นที่และส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้อำเภอด่านขุนทดจะเป็นพื้นที่ที่มีดินเค็มตามธรรมชาติอยู่เดิม แต่โดยลักษณะทางธรณีวิทยา ความเค็มตามธรรมชาติมักมีองค์ประกอบเป็นโซเดียมคลอไรด์ และกระจายตัวเป็นบริเวณกว้าง การที่ตรวจพบธาตุโพแทสเซียมและโพแทสเซียมคลอไรด์ในปริมาณสูงผิดปกติควบคู่กับโซเดียมคลอไรด์และกระจุกตัวอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการเหมืองแร่และพื้นที่ใกล้เคียง จึงเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ได้ว่า ความเค็มมีแหล่งกำเนิดที่แตกต่างจากดินเค็มตามธรรมชาติทั่วไป สอดคล้องกับลักษณะของแร่โพแทชที่อยู่ในโครงการของบริษัทผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ความเค็มที่ตรวจพบเป็นผลโดยตรงจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ แต่เมื่อปรากฏว่า ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากความเค็มที่เพิ่มขึ้น จึงรับฟังได้ว่า การประกอบกิจการของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 มีลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสิทธิของผู้ร้องและประชาชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดประชุมผู้ร้องและประชาชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบให้ทั่วถึงและครอบคลุมเพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดวิธีการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่งโดยใช้วัตถุระเบิด รวมทั้งปริมาณและช่วงเวลาการใช้ระเบิดและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้ผู้ร้องและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

(1) ให้จังหวัดนครราชสีมาเร่งรัดสรุปผลการดำเนินงานของคณะทำงานตรวจสอบผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทช ตามคำสั่ง ที่ 7283/2567 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ และรายงานผลการดำเนินงานให้ กสม. ทราบ

(2) ให้ กพร. ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จ.นครราชสีมา และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 ตรวจวัดวิเคราะห์คุณภาพดิน น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โพแทชและบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาแหล่งที่มาของความเค็มในดินและแจ้งผลการตรวจวัดวิเคราะห์ให้ผู้ร้องและประชาชนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทราบ และกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชของบริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 รวมทั้งเฝ้าระวังการทรุดตัวของดิน การขุดเจาะอุโมงค์โดยใช้วัตถุระเบิดให้เป็นไปตามรายงาน EIA มาตรฐานความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

(3) ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 2 ให้แก่บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และ 2 รวมทั้ง กพร. เพื่อจัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทช

(4) ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับให้บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กำชับและติดตามให้บริษัทเอกชนผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานและความรับผิดชอบของผู้ถูกร้องที่ 2 ไว้ในรายงาน 56-1 One Report อย่างชัดเจน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts