วันศุกร์, พฤษภาคม 8, 2026
หน้าแรกการเมืองสืบการเมืองผิดหวังทั้งประเทศ? อนุทิน “จับมือ” ฮุน มาเนต ฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จากสมรภูมิเลือดสู่โต๊ะเจรจา          

Related Posts

ผิดหวังทั้งประเทศ? อนุทิน “จับมือ” ฮุน มาเนต ฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จากสมรภูมิเลือดสู่โต๊ะเจรจา          

นายอนุทิน กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติจึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง สื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ แต่เหตุการณสู้รบกันในปี 2568 เปรียบเสมือน “บทเรียนราคาแพง” ที่แสดงให้เห็นว่าหากปัญหาเขตแดนและความไม่ไว้วางใจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ความตึงเครียดก็พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ คนไทยยังมีความระแวดระวังเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยมักตั้งคำถามถึง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มทุน การฟื้นฟู “ความสัมพันธ์” ไทย-กัมพูชาในปี 2569 ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย  ท่ามกลางบรรยากาศความไม่เชื่อมั่นทางการเมือง และการช่วงชิงความได้เปรียบเหนือเขตแดนทางทะเล เป็นโจทย์ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศที่ท้าทายที่สุดของไทยในทศวรรษนี้  รัฐบาลจะอธิบายกับคนไทยทั้งชาติอย่างไรกับภาพความสูญเสียมากมายในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อความขัดแย้งสะสมนับทศวรรษระเบิดเป็นสงครามเต็มรูปแบบในพื้นที่ “สามเหลี่ยมมรกต” จนไทยต้องส่ง F-16 เข้าสกัด และลุกลามสู่ปมร้าวลึกในการประกาศยกเลิก MOU 2544 เหนือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและเกาะกูด ท่ามกลางการอพยพผู้คนกว่าครึ่งล้านชีวิตและการปิดตายชายแดนที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ วันนี้สถานการณ์กำลังก้าวสู่จุดวัดใจครั้งใหม่ เมื่อผู้นำทั้งสองชาติหันหน้าคุยกันที่ฟิลิปปินส์เพื่อหวังดับไฟความขัดแย้ง แต่บทใหม่ของความสัมพันธ์นี้จะคลี่คลายได้จริง หรือเป็นเพียงความสงบก่อนพายุจะพัดกระหน่ำอีกครั้ง ท่ามกลางความระแวงของคนไทยที่ตั้งคำถามถึง “ผลประโยชน์ชาติ” และบทเรียนราคาแพงที่แลกมาด้วยความสูญเสีย!

การประชุมหารือสามฝ่าย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ แฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีของไทยยังย้ำอีกว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน สื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

แปลความง่ายๆคือ ถึงเวลากลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์อีกครั้ง!

แม้ในระดับนโยบายจะเริ่มมีการเจรจา แต่ในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียด กองกำลังทั้งสองประเทศยังคงรักษาที่ตั้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางอย่างจังหวัดตราดและจังหวัดสุรินทร์ ภาพติดตาของเหตุการณ์บานปลายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ยังตามหลอกหลอน เมื่อทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกับระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี หรือบริเวณ “สามเหลี่ยมมรกต” เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น สถานการณ์ได้ยกระดับสู่การสู้รบเต็มรูปแบบ มีการใช้ปืนใหญ่และอาวุธหนัก นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่กองทัพอากาศไทยตัดสินใจส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารตามแนวชายแดน เพื่อตอบโต้และคุ้มกันกำลังพล  ประชากรตามแนวชายแดนหลายแสนคน ต้องอพยพละทิ้งที่อยู่อาศัย การปิดด่านชายแดนถาวรและจำกัดการข้ามแดนในจังหวัดตราด จันทบุรี และสระแก้ว

ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนบกยังคงคุกรุ่น ความขัดแย้งได้ขยายตัวเข้าสู่มิติทางเศรษฐกิจและพลังงาน เมื่อคณะรัฐมนตรีไทยมีมติครั้งสำคัญในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ให้ยกเลิก MOU 2544 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) การยกเลิกครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง อธิปไตยเหนือเกาะกูด และสิทธิในทรัพยากรพลังงานมหาศาลใต้ทะเล ฝั่งกัมพูชาพยายามกดดันให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการ “ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” ภายใต้กฎหมายทะเล

เหตุการณ์ในปี 2568 เปรียบเสมือน “บทเรียนราคาแพง” ที่แสดงให้เห็นว่าหากปัญหาเขตแดนและความไม่ไว้วางใจไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ความตึงเครียดก็พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ คนไทยยังมีความระแวดระวังเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยมักตั้งคำถามถึง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มทุน ทำให้การเจรจาใดๆ เกี่ยวกับเขตแดนหรือทรัพยากรมักถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชนและสื่อมวลชน

แนวทางการฟื้นฟู “ความสัมพันธ์” ไทย-กัมพูชาในปี 2569 ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย  ท่ามกลางบรรยากาศความไม่เชื่อมั่นทางการเมือง และการช่วงชิงความได้เปรียบเหนือเขตแดนทางทะเล เป็นโจทย์ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศที่ท้าทายที่สุดของไทยในทศวรรษนี้  รัฐบาลจะอธิบายกับคนไทยทั้งชาติอย่างไรกับภาพความสูญเสียมากมายในช่วงที่ผ่านมา

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts