จากกรณีกลุ่มผู้เสียหายนำโดย น.ส.ปัทม์ บุญเดช ไฮโซสาวลูกสาวอดีต สว. พร้อมกลุ่มแพทย์และนักธุรกิจ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เพื่อแจ้งความเอาผิดสองสามีภรรยาเจ้าของร้านแบรนด์เนมออนไลน์ชื่อดัง หลังถูกหลอกลวงทั้งในรูปแบบการฝากขายสินค้าหรูแต่ไม่ได้รับเงิน และการถูกลวงไปรูดซื้อสินค้าในต่างประเทศโดยอ้างชื่อพิธีกรดังจนมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงกว่า 100 ล้านบาทนั้น
ล่าสุด “ครูเจี๊ยบ-สุนิสา เอกวิทยาเวชนุกูล” ผู้บริหารสถาบัน The Catch Fake Brandname ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์เนม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและฝากเตือนภัยไปยังเหล่านักช้อปถึงพฤติกรรมของมิจฉาชีพในวงการที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้
ครูเจี๊ยบระบุว่า เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในผู้เสียหายรายใหญ่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสั่งพรีออเดอร์นาฬิกาหรูแต่ไม่ได้รับของ ซึ่งภายหลังสืบทราบว่าทางร้านได้นำนาฬิกาเรือนดังกล่าวไปจำนำเพื่อนำเงินมาหมุนเวียน
“ปัจจุบันตลาดแบรนด์เนมในไทยราคากำลังดิ่งลงอย่างมาก ยอดขายลดลง ทำให้ร้านค้าที่มีต้นทุนสูงเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว เราจึงเห็นข่าวการโกงหรือการเบี้ยวชำระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่ประสบปัญหาหมุนเงินไม่ทัน แต่เนื่องจากคดีแบรนด์เนมเป็นกลุ่มเฉพาะบุคคล (Niche Market) บางครั้งจึงไม่ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร ทำให้มิจฉาชีพกลุ่มเดิมยังคงวนเวียนกลับมาทำผิดซ้ำได้อีก”
จากประสบการณ์ที่ตนคลุกคลีในวงการนี้มานานพอสมควร ตั้งข้อสังเกตว่าร้านค้าที่มีพฤติกรรมทุจริตมักจะมีวิธีการ “รีแบรนด์” ตัวเองเพื่อกลับมาหลอกเหยื่อรายใหม่ ดังนี้
1.เปลี่ยนชื่อร้าน เพื่อลบภาพจำจากคดีเดิมหรือการรีวิวในเชิงลบ
2.เปลี่ยนนอมินี ให้คนอื่นออกหน้าแทน หรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นบังหน้า
3.สร้างตัวตนใหม่ เปลี่ยนบัญชีธนาคารที่ใช้รับโอน เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบประวัติเดิม
สำหรับคดีนี้ น.ส.ปัทม์ และกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความนั้น ถือเป็นกรณีที่น่าสะเทือนใจ เนื่องจากมิจฉาชีพใช้ความสนิทสนมหลอกล่อเหยื่อในหลายมิติ
– ออเดอร์ทิพย์ อ้างว่ามีออเดอร์ด่วนจากพิธีกรชื่อดัง “หนุ่ม กรรชัย” เพื่อลวงให้ผู้เสียหายช่วยสำรองเงินซื้อสินค้าแบรนด์เนมระหว่างทริปต่างประเทศ
– เชิดสินค้าฝากขาย รับฝากกระเป๋า-นาฬิกาหรูกว่า 100 รายการ อ้างว่านำไปถ่ายรูปหรือขายให้ลูกค้าต่างชาติ แต่แท้จริงกลับนำไปจำนำหรือขายต่อโดยไม่แจ้งเจ้าของ
– พฤติกรรมแชร์ลูกโซ่ ชักชวนลงทุนแบรนด์เนมโดยอ้างผลตอบแทนสูงจนเหยื่อบางรายต้องขายบ้านขายรถเพื่อชดใช้หนี้บัตรเครดิต
ครูเจี๊ยบ ฝากทิ้งท้ายว่า ในยุคนี้มิจฉาชีพแฝงตัวมาในคราบของ “ร้านค้าที่เคยมีประวัติดี” ได้อย่างแนบเนียน นักช้อปจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ ไม่ควรไว้ใจเพียงเพราะยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียสูง หรือเห็นว่าเคยซื้อขายกันมานาน
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ยืนยันว่าได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและเตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมาสืบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป











