วันที่ 7 พ.ค.69เวลา 9.00 น.ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้นำตัวตัวแทนชาวฉะเชิงเทราเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองระยอง เพื่อฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายอำเภอบ้านโพธิ์ และนายกเทศมนตรีตำบลแสนภูดาษ ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบในการถมลำรางสาธารณะเอื้อนายทุนหรือไม่ ตามมาตรา 9(1) (2) และ (3) แห่ง พรบ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ประกอบ ปอ.มาตรา 151, 152, 157 และ 360
ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากมีนายทุนจากกรุงเทพฯมากว้านซื้อที่ดินข้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 314 (ฉะเชิงเทรา-บางปะกง) บริเวณปากทางแยกถนนทางหลวงชนบทสายพิมพา-แสนภูดาษ หมายเลข ฉช 3020 เพื่อก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และโรงพยาบาลชื่อดังที่มาตั้งสาขาในพื้นที่ดินดังกล่าว ซึ่งระหว่างที่ดินของนายทุนดังกล่าวกับทางหลวงชนบทจะมีลำรางสาธารณะขวางกั้นอยู่ ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ในการระบายน้ำและชักน้ำเพื่อทำการเกษตร ทำบ่อกุ้ง บ่อปลามาโดยตลอด
แต่ปรากฎว่าเทศบาลตำบลแสนภูดาษ กลับจัดทำโครงการก่อสร้างวางท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพัก คสล.ทับในพื้นที่ลำรางสาธารณะดังกล่าวเสียสิ้น โดยอ้างว่าสร้างบนไหล่ทางถนนทางหลวงชนบท 3020 โดยการนำดินมาถมลำรางสาธารณะเฉพาะหน้าสถานที่ก่อสร้างโรงพยาบาลดังกล่าวเพียง 300 เมตรเท่านั้น จนหมดสภาพของลำรางสาธารณะ จนกลายเป็นท่อระบายน้ำเสีย ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นที่จอดรถของผู้คนที่จะเข้ามาติดต่อกับอาคารขนาดใหญ่และโรงพยาบาลชื่อดังในอนาคตได้
การเปลี่ยนแปลงสภาพลำรางสาธารณะดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสําหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.2553 ซึ่งนายอําเภอและท้องถิ่นไม่มีอํานาจใช้ หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสําหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดและปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดินเสียก่อน และยังขัดต่อระเบียบว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สําหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่ง เป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ.2568 ซึ่งต้องผ่านการประชาคมชาวบ้านเสียก่อน
แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวแต่อย่างใด จึงถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 152 และมาตรา 157 รวมทั้งฝ่าฝืนมาตรา 360 อีกด้วยที่บัญญัติว่า ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ย่อมต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติ กรณีที่เกิดขึ้น
ปัญหาดังกล่าว ตัวแทนชาวบ้านได้ทำหนังสือคัดค้านไปยังผู้ว่าฯ นายอำเภอ และนายกเทศมนตรีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือมายังสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนให้ช่วยนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนการใช้อำนาจที่มิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว และขั้นต่อไปจะนำความไปร้องต่อ ป.ป.ช.อีกด้วย





