วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 7, 2026
หน้าแรกอาชญากรรมผบช.ก. สั่งลุยคดี "โทน บางแค" รวบรวมหลักฐานมัดเซียนพระดัง จ่อใช้กฎหมายฟอกเงินตามยึดทรัพย์ หากพบพฤติกรรมฉ้อโกงซ้ำซาก

Related Posts

ผบช.ก. สั่งลุยคดี “โทน บางแค” รวบรวมหลักฐานมัดเซียนพระดัง จ่อใช้กฎหมายฟอกเงินตามยึดทรัพย์ หากพบพฤติกรรมฉ้อโกงซ้ำซาก

ผบช.ก. สั่งลุยคดี “โทน บางแค” รวบรวมหลักฐานมัดเซียนพระดัง จ่อใช้กฎหมายฟอกเงินตามยึดทรัพย์ หากพบพฤติกรรมฉ้อโกงซ้ำซาก พร้อมยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย หลัง “พล.ต.ต.จรูญเกียรติ” ถูกร้องเรียน ย้ำสอบสวนกลางทำตรงไปตรงมา ใครผิดว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 7 พ.ค. ที่บริเวณด้านหน้าตึกกองบังคับการปราบปราม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนในกรณีของ โทน บางแค ที่ปรากฏตามข่าวไปแล้วนั้น โดยระบุถึงความชัดเจนในการดำเนินคดีว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากกลุ่มเซียนพระที่ผู้เสียหายมาแจ้งความไว้พอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากส่วนใหญ่พยานหลักฐานเป็นลักษณะของการพูดคุยกันเป็นหลัก จึงต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมเพื่อระบุให้ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระเครื่ององค์ใดหรือบุคคลใดบ้าง ซึ่งในระหว่างการสืบสวนตามที่ปรากฏเป็นข่าว มีเซียนพระบางรายได้มีการชดใช้ค่าเสียหายและขอยกเลิกการดำเนินคดีไปบ้างแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังคงรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีหลักฐานชัดแจ้งในบางส่วน และมีผู้เสียหายบางรายกลับมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมเข้าสู่สำนวนเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มที่จะมาร้องทุกข์

สำหรับความชัดเจนของบุคคล 1 ใน 3 ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ในส่วนของเนื้อหาสำนวนยังต้องขอเก็บเอาไว้ก่อน เนื่องจากเป็นระบบการทำงานของตำรวจส่วนกลางในการทำคดีใหญ่ ซึ่งเมื่อมีการรับแจ้งความจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ 2. ความผิดนั้นเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ และ 3. ผู้กระทำความผิดมีใครบ้าง ก่อนที่จะมีการดำเนินการ (Operation) แจ้งข้อกล่าวหา โดยเฉพาะคดีที่มีโทษสูงซึ่งต้องมีการขออนุมัติศาลออกหมายจับ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาโดยตลอด ส่วนการจะออกหมายจับหรือหมายเรียกนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพราะต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่าบางกรณีอาจเป็นเรื่องทางแพ่ง หรือบางกรณีเป็นเรื่องทางอาญา ซึ่งต้องยึดตามหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมามอบให้เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในการทำงานรวบรวมพยานหลักฐานยังมีพยานหลักฐานส่วนอื่นที่เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ เช่น ข้อมูลการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งหากมีอยู่จริงจะถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ ทั้งนี้ในคดีฉ้อโกงมักพบว่าฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาให้การไม่ตรงกันซึ่งเป็นเรื่องปกติ เจ้าหน้าที่จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายให้ชัดเจน

ส่วนประเด็นจำนวนผู้เสียหายที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เคยกล่าวอ้างว่ามี 9 ราย หรือที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีมากกว่านั้น ตนขออนุญาตให้เป็นรายละเอียดที่อยู่ในสำนวนการสอบสวน
ในประเด็นเรื่องเงินจำนวน 20,000,000 บาท ที่มีการอ้างว่านำไปมอบให้กับ โทน บางแค ซึ่งขณะนี้คำให้การของแต่ละฝ่ายยังขัดแย้งกันอยู่นั้น ตนมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประมวลผล ร่วมกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อพิจารณาว่าในแต่ละกรณี (แต่ละกรรม) เป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เนื่องจากคดีฉ้อโกงเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ เมื่อผู้กระทำผิดทราบว่ามีการดำเนินคดีจึงมีการเจรจาเคลียร์ค่าเสียหาย ทำให้จำนวนผู้เสียหายยังไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อหา “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” จะไม่มีระบุไว้โดยตรง แต่หากพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำซ้อนบ่อยครั้ง สามารถนำไปใช้เป็นความผิดมูลฐานในคดีฟอกเงินได้ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดทั้งหมด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า ตำรวจสอบสวนกลางไม่เคยกลั่นแกล้งใคร และตนได้กำชับเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยเคสนี้ตนรับรู้ข้อมูลตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และได้มีการพูดคุยกำชับกับผู้กำกับในขณะนั้นให้เร่งรัดคดีมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตนมารับตำแหน่งผู้บัญชาการ ก็มีหลายประเด็นที่ปรากฏเป็นข่าว ส่วนกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เรียกทั้งสามฝ่ายมาพบกันนั้นจะทำได้หรือไม่ ประชาชนสามารถดูได้จากสิ่งที่สื่อนำเสนอไป ซึ่งแต่ละฝ่ายพูดไม่ตรงกัน จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

โดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่ามีเซียนพระประสานขอเข้าพบ แต่ทางฝั่งโทนพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทราบว่าเซียนพระรายดังกล่าวได้มาร้องเรียนที่สอบสวนกลางส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนเรื่องนี้จะกระทบต่อหน้าที่การงานของบิ๊กเต่าหรือไม่นั้น
ขณะนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีที่ สน. พหลโยธิน ซึ่งต้องรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ส่วนจะมีการเรียก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มาขี้แจงหรือไม่ เบื้องต้นตนได้เรียกมาพูดคุยแล้ว ซึ่งรองเต่าได้ชี้แจงข้อมูลเหมือนกับที่ได้แจ้งต่อสื่อมวลชน สำหรับประเด็นที่ว่าตนรู้สึกร้อนใจหรือไม่ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ถูกครหาจนทำให้องค์กรเสื่อมเสีย ตนขอยืนยันว่าในเรื่องคดีความ ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ส่วนเรื่องความประพฤติก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง โดยต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งรองเต่าและผู้ที่มาร้องเรียนด้วยเช่นกัน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts