สภาผู้แทนอภิปรายเดือด ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล-ค้านรุมถล่ม กสทช.16ปีมีแต่ความล้มเหลว แปรสภาพเป็นองค์กรเป็ดง่อยมีแต่สร้างตราบาป ชี้ถึงเวลาสังคยนายุบเลิก จัดตั้งองค์กรใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีการพิจารณารายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานกสทช. ประจำปี 2566 สมาชิกสภาผู้แทนทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายวิพากษ์การทำงานของ กสทช.อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นความคุ้มค่าของงบประมาณ ความล้มเหลวในการคุ้มครองผู้บริโภค และความล่าช้าในการกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อสารและโทรทัศน์ดิจิทัล
โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กสทช.ในปัจจุบันตกเป็นจำเลยของสังคม ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งที่เป็นภารกิจหลักตามกฎหมาย แต่โครงสร้างการใช้จ่ายของ กสทช. สะท้อนความไม่สมดุลอย่างรุนแรง โดยงบประมาณรายจ่ายกว่า 59.14% ถูกใช้ไปกับงานประจำและการก่อสร้างอาคาร ขณะที่งบประมาณสำหรับภารกิจหลักเชิงยุทธศาสตร์กลับอยู่ราว 40% เท่านั้น
นายสาทิตย์ ยังวิจารณ์ค่าใช้จ่ายบางประเภทว่า เป็นลักษณะ “อีรุ่ยฉุยแฉก” เช่น งบเดินทางไปต่างประเทศ การอนุมัติเงินจากกองทุน กทปส.ไปสนับสนุนโครงการปลูกกัญชา ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจหลักขององค์กร
@16 ปีโทรคมนาคมไทยถอยหลังลงคลอง
นายสาทิตย์ยังตั้งข้อสังเกตถึงตลาดโทรคมนาคมไทยว่า จากเดิมที่ต้องการให้มีการแข่งขันเสรี แต่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหญ่ลดลงจาก 6-7 ราย เหลือเพียง 2 ราย และดีลควบรวมกิจการกลายเป็น “ตราบาป”ของ กสทช.เพราะกสทช.ถือว่าตนเองมีอำนาจเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่การอนุญาต ส่งผลให้ค่าบริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มสูงขึ้น และไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค
อีกประเด็นที่ถูกโจมตีอย่างหนักคือ ความล่าช้าเรื่อง Roadmap ทีวีดิจิทัล และการเตรียมประมูลคลื่นความถี่หลังสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572
โดยนายสาทิตย์ ระบุว่า กสทช.ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม
@ไร้กำกับ#OTT ปล่อยแพลตฟอร์มเป็นช่องทางมิจฉาชีพ
นายสาทิตย์ยังกล่าวถึงบทบาทกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์หรือ OTTคือความล้มเหลวที่เห็นได้ชัด ทั้งที่กสทช.เคยมีมติว่า มีอำนาจดูแลได้ แต่กลับไม่มีการดำเนินบทบาทตามกฎหมาย ปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นช่องทางของมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์
“กสทช.กำลังเผชิญปัญหาทั้งความล้มเหลวด้านภารกิจหลัก ความขัดแย้งภายในบอร์ด และความไม่โปร่งใส จึงตั้งคำถามต่อสภาฯ ว่า ถึงเวลาหรือไม่ที่จะต้องทบทวนองค์กรนี้อย่างจริงจัง หรือถึงขั้นยุบ กสทช. เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่”
@ถลุงงบปีละ 4,000 ล้านคุ้มค่าหรือไม่?
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นความคุ้มค่าของงบดำเนินการ โดยตั้งคำถามว่า เมื่อตัดรายจ่ายตามกฎหมายออกแล้ว กสทช.ยังมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี งบระดับนี้คุ้มค่ากับผลงานที่สังคมได้รับหรือไม่ เพราะปัญหาหลายเรื่องยังคงค้างอยู่ ทั้งอาคารสำนักงานแห่งใหม่ที่ถูกทิ้งร้าง ปัญหาสายสื่อสารรกเมือง และความขัดแย้งภายในบอร์ด กสทช.เอง
โดยในเรื่องการจัดระเบียบสายสื่อสาร โดยเฉพาะสายสื่อสารประเภท “สายตาย” หรือ Single Last Mile ว่า กสทช.จะนำเรื่องนี้เข้าสู่แผนยุทธศาสตร์เมื่อใด จะออกกฎเกณฑ์บังคับให้ค่ายมือถือนำสายตายออกจากเสาไฟฟ้าเมื่อใด และจะนำเงินจากกองทุน กทปส. หรือ USO มาใช้สนับสนุนการแก้ปัญหาสายสื่อสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนได้เมื่อใด
” กสทช.มีพนักงานประมาณ 2,000 คน เงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 52,700 บาทต่อเดือนยังไม่รวมค่าตอบแทนบอร์ด ขณะเดียวกันยังมีค่าใช้จ่ายอื่นในระดับสูง เช่น ค่าที่ปรึกษา 212 ล้านบาท และค่าเดินทางต่างประเทศ 85 ล้านบาท แต่ผลงานที่ได้คุ้มค่างานหรือไม่”
นางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ว่า อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ กสทช.กำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นซิมโทรศัพท์ SMS ซิมบ็อกซ์ และสัญญาณตามแนวชายแดน
แม้รัฐบาลจะมีนโยบายออกมา แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องโหว่ เช่น การสวมสิทธิ์ลงทะเบียนซิม และสัญญาณที่เล็ดลอดออกไปตามแนวชายแดน กสทช.ในฐานะ Regulator จึงต้องบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชน
นางสาวสุชาดา ยังตั้งข้อสังเกตถึงค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2565 รวมถึงปัญหาเสถียรภาพภายในองค์กรที่มีเพียง “รักษาการเลขาธิการ” มานานถึง 6-7 ปี ตลอดจนข้อถกเถียงด้านจริยธรรมและความขัดแย้งในบอร์ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการรับมือภัยคุกคามทางเทคโนโลยี
@สับอาคารร้างกสทช.2,643 ล้าน
ด้านนางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ได้หยิบยกปัญหาอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของ กสทช. ซึ่งมีงบประมาณกว่า 2,643 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2562 และควรเสร็จในปี 2565 แต่ปัจจุบันก่อสร้างได้เพียง 75.98% และมีการยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา ทำให้อาคารถูกทิ้งร้างและสูญเสียงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสำนักงาน กสทช.ในเชียงใหม่และเชียงรายที่ไม่เป็นไปตามสัญญา จึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน
นางปทิตายังกล่าวด้วยว่า ยังมีประเด็นการเดินทางต่างประเทศของ กสทช.ก็ถูกหยิบมาวิพากษ์อย่างหนัก โดย สตง.ตรวจพบว่าไม่มีการเปรียบเทียบราคาตั๋วโดยสาร และมีรายงานว่า ประธาน กสทช.ใช้งบเดินทางไปต่างประเทศสูงถึง 45.8 ล้านบาท จากการเดินทาง 15 ครั้งรวม 121 วัน บางกรณีมีการเบิกเกินเพดานที่กำหนดและได้รับสิทธิประโยชน์เกินระเบียบ ซึ่งถูกมองว่าขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
ในช่วงท้ายนางปทิตาได้เสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบเฉพาะกิจ เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช.อย่างเป็นระบบและเห็นว่าจำเป็นต้องปรับปรุงองค์กรนี้อย่างเป็นรูปธรรม




