วันศุกร์, พฤษภาคม 29, 2026
หน้าแรกข่าวประชาสัมพันธ์กสม. กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนทำข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว

Related Posts

กสม. กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนทำข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว

กสม. กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนทำข่าวการจับกุมผู้ต้องหา ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว – ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุรินทร์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย ระบุการลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมาย เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ร่วมตรวจสอบ

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 19/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1.กสม. แนะ ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำชับเจ้าหน้าที่ระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนเข้าทำข่าวจับกุมผู้ต้องหาหลากหลายทางเพศ ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 4 คำร้อง จากผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคม เมื่อปลายปี 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ได้แก่ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1 -6) ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศภายในร้านนวดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยผู้ร้องเห็นว่าการตรวจค้นและจับกุมไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนต่อเพศภาวะ รวมถึงลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรีของบุคคลหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น ก่อนเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ซึ่งมีแต่เพศชายไม่ได้แสดงบัตรประจำตัว ไม่แสดงหมายค้นและไม่อ่านหมายค้นต่อผู้ครอบครองสถานที่ ไม่แต่งเครื่องแบบข้าราชการในขณะเข้าตรวจค้น ไม่บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องขณะเข้าตรวจค้นและจับกุม ไม่จัดหาสถานที่มิดชิดเพื่อให้ผู้ถูกจับแต่งกายให้เรียบร้อย ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้สื่อมวลชนหลายสำนักและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 7) รวมถึงสำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 8) เข้ามาบันทึกภาพและวิดีโอขณะตรวจค้นและจับกุม อีกทั้งตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยังนำภาพผู้ถูกจับในสภาพเปลือยกายไปเผยแพร่บนเฟซบุ๊กของหน่วยงานและส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งและสื่อมวลชนหลายสำนัก ซึ่งบางแห่งไม่ได้ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ อันเข้าข่ายเป็นการประจานให้ได้รับความอับอาย จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วมีความเห็นในสามประเด็นดังนี้ ประเด็นแรกการเข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลภายในร้านนวด เห็นว่า การเข้าตรวจค้นและจับกุมของผู้ถูกร้องที่ 1 – 6 เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากสายลับที่เข้าไปใช้บริการว่ามีบุคคลต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตและมีการค้าประเวณี เข้าข่ายเป็นการจับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้าในที่รโหฐาน จึงกระทำได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น โดยก่อนเข้าตรวจค้นและจับกุม แม้ผู้ถูกร้องที่ 1 – 6 จะไม่ได้แต่งกายในเครื่องแบบ แต่ได้สวมเสื้อแจ็กเกตที่ระบุชื่อและตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานและบางส่วนแขวนป้ายบัตรประจำตัวไว้ ประกอบกับยังได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่และกล่าวขออนุญาตเข้าตรวจค้น และแม้ขณะเข้าตรวจค้นและจับกุมจะมีผู้ถูกจับบางส่วนไม่ได้สวมเสื้อและบางรายนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องที่ให้บริการนวด แต่ก็ไม่ได้มีการนำผู้ถูกจับดังกล่าวออกมานอกห้องทันที และได้อนุญาตให้แต่งกายให้เรียบร้อยภายในห้องโดยอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันการหลบหนีและซุกซ่อนหรือทำลายพยานหลักฐาน จึงไม่เป็นการจับกุมที่เข้าข่ายประจานให้ผู้ถูกจับได้รับความอับอายจนถึงขั้นลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรี อีกทั้งผู้ถูกจับยังมีลักษณะภายนอกเป็นเพศชายทั้งหมด การใช้เพียงแต่เจ้าหน้าที่เพศชายเข้าตรวจค้นและจับกุมจึงเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่ปรากฏในขณะนั้น นอกจากนี้ กระบวนการตรวจค้นและจับกุมยังเป็นไปโดยเรียบร้อยไม่เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย รวมทั้งตลอดการตรวจค้นและจับกุมก็ได้มีการบันทึกภาพและเสียงไว้ มีการบันทึกข้อมูลผู้ถูกควบคุมตัว และแจ้งการควบคุมตัวไปยังพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แล้ว ดังนั้น การเข้าตรวจค้นและจับกุมกรณีตามคำร้องจึงยังไม่ปรากฏว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

ประเด็นการเปิดเผย เผยแพร่ และนำเสนอภาพข่าวของผู้ถูกจับกุม เห็นว่า ในขณะที่สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 8) นำเสนอข่าวการจับกุมตามเรื่องร้องเรียนนั้น กลุ่มผู้ถูกจับยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ตนถูกจับกุม จึงมีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และจะต้องไม่ถูกปฏิบัติเสมือนว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องที่ 8 นำเสนอข่าวโดยเผยแพร่เนื้อหาข่าว ภาพและวิดีโอการจับกุมทันทีในวันที่เกิดเหตุจับกุม ผ่านทางเฟซบุ๊กของผู้ถูกร้องที่ 8 โดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ จึงทำให้ผู้พบเห็นภาพข่าวดังกล่าวเกิดความเข้าใจว่าผู้ถูกจับทั้ง 6 คน เป็นผู้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับจากการนำเสนอข่าวก็ไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยใบหน้าของผู้ถูกจับ นอกจากนี้ ในคลิปวิดีโอการตรวจค้นและจับกุมที่ผู้ถูกร้องที่ 8 นำมาเผยแพร่ ยังมีภาพของผู้ถูกจับบางรายไม่ได้สวมใส่เสื้อและเห็นส่วนลับของร่างกายในการเคลื่อนไหวบางขณะ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้ถูกจับที่ปรากฏภาพในคลิปวิดีโออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า การใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของผู้ถูกร้องที่ 8 ข้างต้น มีการกระทำที่เกินสัดส่วนกับเหตุผลและความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในคดีอาญาที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหายังไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล และยังส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัวของบุคคล อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นการนำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เห็นว่า การแถลงข่าวดังกล่าวยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วย เนื่องจากไม่ได้ส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีให้เพิ่มมากขึ้นหรือจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม นอกจากเพียงทำให้เกิดการรับรู้อัตลักษณ์หรือรูปร่างหน้าตาของผู้ถูกจับเท่านั้น ในทางกลับกันการให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยสรุปก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงพฤติการณ์แห่งคดีและผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องที่ 1 – 6 ร่วมกันแถลงข่าวโดยนำผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วยโดยไม่มีเหตุจำเป็นดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัวของผู้ถูกจับกุม และโน้มน้าวให้คนในสังคมยอมรับและเข้าใจว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดแล้วโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 – 6 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกจับกุมที่ถูกนำตัวมาแถลงข่าว

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังผู้ถูกร้องทั้งแปด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

1) ให้สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นและสำนักข่าวออนไลน์ที่เผยแพร่ภาพข่าวโดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับกุมลบภาพและคลิปวิดีโอการจับกุมบุคคลในร้านนวดดังกล่าวทั้งหมด และให้นำแนวปฏิบัติของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เรื่อง “การได้มาและการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของสื่อมวลชน โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว” มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานตามครรลองแห่งวิชาชีพของตน

2) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ที่ได้ร่วมกันนำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อสั่งการที่เกี่ยวข้องของ ตร. หรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงให้เยียวยาผู้เสียหายตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ให้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี รวมทั้งกำกับดูแลการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

3) ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกรมการจัดหางาน ดำเนินการในกรณีที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดต้องเข้าร่วมจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยกำกับดูแลไปยังหน่วยงานในสังกัด งดเว้นหรือห้ามไม่ให้นำผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาในคดีมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เว้นแต่กรณีที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องพยายามกำกับควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาให้มากที่สุด รวมทั้งกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ต่อสื่อมวลชนเช่นกัน

4) ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้ถูกร้องที่ 1 – 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ผู้ถูกร้องที่ 7 ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานทุกช่องทาง ไม่ให้ไปกระทบหรือละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts