กทม. — ชาวบ้านคอนโดมิเนียมประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กว่าร้อยครอบครัว รวมตัวประท้วงระงับเหตุ หลังการเคหะฯ ประสานเขตจตุจักรส่งคนงานแอบอ้างมา “ตัดแต่ง” แต่กลับโค่นต้นไม้ใหญ่เก่าแก่อายุเกือบ 30 ปีจนเหลือแต่ตอ ลั่นไร้การทำประชาพิจารณ์ ด้านลูกบ้านสุดทน แฉซ้ำบริหารล้มเหลว ปล่อยตู้รับบัตรพัง ขยับขึ้นค่าเช่าจนห้างดังหนีหาย ทำพลาซ่าวังเวงเสื่อมโทรม
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณโครงการบ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยสูง 3 อาคาร มีผู้พักอาศัยรวมกันกว่า 500 ครอบครัว ได้เกิดเหตุความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้พักอาศัยเจ้าของร่วม กับเจ้าหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.)
ชนวนเหตุสำคัญมาจากกรณีที่การเคหะแห่งชาติ ได้ประสานงานไปยังสำนักงานเขตจตุจักร ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ให้นำคนงานพร้อมเครื่องจักรและรถบรรทุก 6 ล้อ เข้ามาดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมถนนภายในโครงการ โดยมีการแจ้งต่อผู้จัดการอาคารและติดประกาศในลิฟต์ล่วงหน้าเพียงสั้น ๆ ว่าจะเข้ามา “ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่” รอบคอนโดมิเนียม
*ไหนบอกมา “ตัดแต่ง” เปิดภาพหลักฐานโค่นเรียบเหลือแต่ตอ
แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติงานจริง กลุ่มชาวบ้านพบว่าคนงานของสำนักงานเขตกลับนำเลื่อยยนต์เข้าทำการ “ตัดโค่นทำลายจนถึงโคนต้น”โดยต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงามาเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นต้นกระถินณรงค์ และต้นคูน (ราชพฤกษ์) บริเวณหน้าโครงการจำนวน 2 ต้น และบริเวณถนนฝั่งทางเข้าอีกจำนวน 9 ต้น รวมเป็น 11 ต้น ถูกโค่นทิ้งทั้งหมดและถูกทยอยขนย้ายขึ้นรถบรรทุก
ส่วนถนนฝั่งทางออกอีก 5 ต้น มีกำหนดจะถูกโค่นทำลายต่อในวันพรุ่งนี้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างรุนแรง สร้างความไม่พอใจและความเศร้าสลดให้กับผู้พักอาศัยที่รักความร่มรื่นเป็นอย่างมาก
เสียงสะท้อนจากตัวแทนชาวบ้านคนหนึ่งระบุว่า-
“พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มาเกือบ 30 ปี ไม่เคยมียุคสมัยไหนที่มาตัดโค่นต้นไม้ทิ้งอย่างไร้ความปราณีแบบนี้ ที่ผ่านมาทำเพียงแค่ตัดแต่งกิ่งเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ในขณะที่หน่วยงานรัฐรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ลดโลกร้อน แต่การเคหะฯ กลับส่งคนมาโค่นต้นไม้จนเกลี้ยง คุยกับ กทม. ไว้ยังไง ทำไมทำแบบนี้”
*อ้างกิ่งไม้ตกใส่รถ-ขู่ลูกบ้านถ้าอยากเก็บไว้ต้อง “เซ็นรับผิดชอบเอง”
ต่อมา กลุ่มตัวแทนชาวบ้านและกรรมการนิติบุคคลบางส่วน ได้รวมตัวกันเดินทางเข้าไปสอบถามและเจรจาคัดค้านกับเจ้าหน้าที่ของการเคหะฯ ที่ห้องสำนักงานโครงการ โดยเจ้าหน้าที่ของการเคหะฯ และหัวหน้าสำนักงาน ได้ชี้แจงเหตุผลฝั่งตนเองว่า การเคหะฯ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้อาศัยในอาคาร 2 ว่ามีกิ่งไม้หักหล่นลงมาใส่หลังคารถยนต์ที่นำมาจอด โชคดีที่กระจกไม่แตกและไม่ได้เคลมประกัน ทางการเคหะฯ ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้ จึงต้องรับผิดชอบดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน และเมื่อตัดโค่นต้นไม้เหล่านี้ออกไปแล้ว จะปรับพื้นที่เพื่อคืนเป็นที่จอดรถให้ผู้อาศัยต่อไป
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างตึงเครียด เนื่องจากตัวแทนกรรมการนิติฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่การเคหะฯ ใช้คำพูดที่ไม่ค่อยเข้าหูนัก โดยระบุทำนองว่า หากลูกบ้านหรือใครต้องการจะเก็บต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ ก็ต้องทำบันทึกข้อตกลงเซ็นชื่อยอมรับผิดชอบความเสียหายแทนการเคหะฯ ทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่ถึงจะสั่งหยุดตัด เนื่องจากต้นไม้มีรากที่โตและอาจก่อปัญหาระยะยาว ทำให้ชาวบ้านรู้สึกหมดหวังกับการท่าทีของหน่วยงานรัฐ
ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด ฝ่ายผู้จัดการอาคาร ระบุว่า กำลังเร่งเจรจาขอให้คงต้นไม้ฝั่งทางออกที่เหลืออยู่อีก 5 ต้นไว้ โดยจะให้ตัดเฉพาะกิ่งส่วนที่พาดเกี่ยวติดกับสายไฟเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ไม่ให้โค่นถึงโคนอีก
*ระเบิดลงซ้ำ ลูกบ้านรุมแฉการเคหะฯ บริหารเหลวไหล ทำคอนโดฯ เสื่อมโทรม
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการตัดต้นไม้แล้ว กลุ่มผู้พักอาศัยเจ้าของร่วมยังได้ใช้โอกาสนี้รุมวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการของการเคหะแห่งชาติ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมในหลายมิติ เช่น
-ละเลยการซ่อมบำรุง ตู้รับบัตรที่จอดรถพังเสียหายเป็นเวลานานแต่กลับไม่มีการซ่อมแซม ปล่อยให้อาคารจอดรถ มีสภาพเป็น “สุสานรถยนต์” รกร้างภายในพื้นที่คอนโดฯ
-ตั้งราคาค่าเช่าขูดรีดจนห้างหนี อดีตคอนโดฯ แห่งนี้เคยมีมูลค่าและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสระว่ายน้ำ และห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง Top Supermarket แต่การเคหะฯ กลับขยับขึ้นราคาค่าเช่าแพงเกินเหตุในช่วงเศรษฐกิจซบเซา จนห้างทนไม่ไหวต้องปิดตัวหนีไป
-ปล่อยพื้นที่พลาซ่าร้าง-วังเวง ปัจจุบันพื้นที่ส่วนพลาซ่าตกอยู่ในสภาพเงียบเหงา วังเวง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าบ่นอุบว่าขายของไม่ได้ ซ้ำร้ายในช่วงกลางคืนกลับปล่อยให้มีร้านเหล้าส่งเสียงดังรบกวนตึง ๆ จนลูกบ้านไม่ได้หลับได้นอน
“มูลค่าคอนโดฯ ตกต่ำลงไปมาก แย่สุด ๆ ตอนตัดสินใจซื้อเพราะเห็นว่ามีครบทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งสระว่ายน้ำ ปัจจุบันไม่เหลืออะไรเลย เหมือนการเคหะฯ ตั้งใจบริหารจัดการให้คอนโดฯ ของพวกเราค่อย ๆ ร้าง และเสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ จนกลายสภาพเป็นแฟลตหรือบ้านเอื้ออาทร ยอดเยี่ยมจริง ๆ บริหารงานแบบนี้ RIP การเคหะฯ” ลูกบ้านรายหนึ่งกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้น
ด้านกรรมการนิติบุคคลท่านหนึ่ง ได้เข้ามาชี้แจงกับลูกบ้านว่าจะพยายามประสานงานเชิญผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงของการเคหะแห่งชาติ มาร่วมประชุมตอบคำถามและร่วมกันหาทางออก เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยเฉพาะเรื่องค่าเช่าพลาซ่าที่แพงเกินจริง เพื่อดึงดูดให้ตลาดและ Supermarket กลับคืนมาสร้างความมีชีวิตชีวาให้แก่ชุมชนประชานิเวศน์ 1 อีกครั้ง ซึ่งชาวบ้านลั่นวาจาว่าจะเฝ้าติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและไม่ยอมปล่อยผ่านอย่างแน่นอน
























