วันศุกร์, มิถุนายน 5, 2026
หน้าแรกคอลัมนิสต์สืบจากข่าวกสม. เผยผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของ กสม. ระบุหลายกรณีหน่วยงานขานรับแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Related Posts

กสม. เผยผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของ กสม. ระบุหลายกรณีหน่วยงานขานรับแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กสม. เผยผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของ กสม. ระบุหลายกรณีหน่วยงานขานรับแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว – ชี้โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองท่าแนะ จ.พัทลุง ขาดการมีส่วนร่วม เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะกรมชลฯ จัดเวทีรับฟังความเห็นให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ – ขอบคุณรัฐบาลตอบรับข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจากการค้างจ่ายเงิน

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 20/2569 โดยมีวาระสำคัญ 3 เรื่อง ดังนี้

1.กสม. เผยผลการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอแนะของ กสม. ยกตัวอย่างกรณีที่ดินสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า การปรับเป็นพินัยโทษค้าประเวณี และการดูแลผู้ต้องขังเจ็บป่วย ได้รับการแก้ไขปัญหาแล้ว

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการหรือข้อเสนอแนะของ กสม. มาอย่างต่อเนื่อง โดย กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ยุติการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรการหรือข้อเสนอแนะของ กสม. ชุดที่ 3 และชุดที่ 4 (ชุดปัจจุบัน) จำนวน 15 เรื่อง เนื่องจากหน่วยงานได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. ทั้งหมดหรือบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญแล้ว ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ กสม. ว่าด้วยการติดตามผลการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ตัวอย่างเรื่องสำคัญที่ กสม. มีมติให้ยุติการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงาน มีดังนี้

(1) รายงานผลการตรวจสอบเรื่องสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน กรณีร้องเรียนว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กรมธนารักษ์กำหนดให้ที่ดินเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นกรณีที่ประชาชนในพื้นที่ตำบลท่าช้าง และตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กรมธนารักษ์ และ ธนารักษ์พื้นที่จันทบุรี คัดค้านการออกโฉนดที่ดินแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่า และประกาศให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ ทั้งที่ประชาชนได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วหลายชั่วอายุคน ทำให้ประชาชนกว่า 1,200 คน ได้รับความเดือดร้อน และถูกเร่งรัดให้เข้าสู่กระบวนการเช่าที่ดินราชพัสดุ ซึ่งมีการร้องเรียนมายัง กสม. ตั้งแต่ต้นปี 2564 ปัจจุบัน กรมธนารักษ์และธนารักษ์พื้นที่จันทบุรีได้จัดทำแผนที่ทางกายภาพในที่ดินแปลงสนามยิงปืนทุ่งฟ้าผ่าและรังวัดรอบแปลงที่ดินที่มีราษฎรครอบครองทำประโยชน์เป็นรายแปลงทุกแปลง สอบสวนการได้มาของที่ดิน จัดกลุ่มประชาชนตามสภาพปัญหา และชะลอการทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุไว้ก่อนเพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินเป็นรายแปลง พร้อมจัดประชุมและชี้แจงประชาสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับเหตุผลในการจัดทำแผนที่ทางกายภาพจนเป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย ตามข้อเสนอแนะของ กสม. แล้ว

(2) รายงานผลการตรวจสอบเรื่องการเลือกปฏิบัติและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีมีเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนตุลาคม 2566 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาจับกุมพนักงานบริการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เลือกจับกุมเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จับกุมในขณะที่ยังไม่ได้ทำความผิด หรือไม่ให้ใบเสร็จรับเงินค่าปรับ จึงขอให้ตรวจสอบและขอให้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้ความผิดฐานค้าประเวณีเป็นเพียงโทษปรับทางพินัยไม่ใช่โทษทางอาญา รวมทั้งผลักดันให้มีการยกเลิกความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539

จากการศึกษาและตรวจสอบข้อเท็จจริงของ กสม. จากกรณีร้องเรียนในครั้งนั้นเห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 บังคับใช้ ได้กำหนดให้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 อยู่ในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้ความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 เป็นความผิดทางพินัย ไม่ถือเป็นความผิดอาญาและความผิดทางปกครอง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจปรับเป็นพินัย คือ เจ้าหน้าที่ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่มีอำนาจนำตัวผู้กระทำความผิดไปบันทึกถ้อยคำที่สถานีตำรวจโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น แต่ยังมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและแจ้งไปยัง สค. ซึ่ง สค. จะแจ้งคำสั่งปรับเป็นพินัยตามความผิดฐานค้าประเวณีไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้กระทำผิด ทั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ประชุมหารือกับ สค. และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเมื่อพบผู้กระทำความผิดเป็นพินัยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ โดยมีหนังสือแจ้ง ตร. เพื่อวางมาตรฐานการวินิจฉัยความผิด ขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเรียบร้อยแล้ว

กรณีการบันทึกภาพและเสียงของผู้ถูกจับกุม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แจ้งว่า แม้ พ.รบ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะไม่ได้ระบุวิธีจัดการไฟล์ภาพและเสียงไว้เป็นการเฉพาะ แต่ระเบียบว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงฯ พ.ศ. 2566 ได้กำหนดมาตรฐานการเก็บรักษาข้อมูลขณะจับและควบคุมตัวไว้ชัดเจนแล้ว และการแจ้งควบคุมตัวต้องกระทำโดย “ทันที” ตามหลักสิทธิมนุษยชน และ แม้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ จะไม่กำหนดโทษเรื่องการไม่เก็บไฟล์ไว้โดยเฉพาะ แต่หากเจ้าหน้าที่ละเลยไม่ปฏิบัติตาม ย่อมมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับข้อห่วงกังวลว่าการแจ้งคำสั่งปรับเป็นพินัยตามความผิดฐานค้าประเวณีไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ตามทะเบียนบ้านของผู้กระทำผิดอาจเป็นการเปิดเผยอาชีพพนักงานบริการซึ่งเป็นการกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลนั้น คณะกรรมการว่าด้วยการปรับเป็นพินัยเห็นควรมีข้อแนะนำให้ สค. ขอความร่วมมือจาก ตร. ให้สอบถามที่อยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหาสะดวกรับเอกสาร และให้ระบุข้อความหน้าซองจดหมายที่ส่งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรว่า “การเปิดอ่านจดหมายของผู้อื่นอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322” เพื่อแจ้งเตือนและป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้รับแอบเปิดอ่านข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว

และ (3) รายงานผลการตรวจสอบเรื่องสิทธิของผู้ต้องขัง กรณีร้องเรียนว่า เรือนจำกลางคลองเปรมไม่นำตัวผู้ต้องขังไปรักษาพยาบาล และการดูแลผู้ต้องขังไม่ถูกสุขลักษณะ ปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือแจ้งเวียน ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้กำชับเรือนจำทุกแห่งบันทึกรายละเอียดข้อมูลการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง ครอบคลุมการเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ และได้ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลความประสงค์ในการจัดทำโครงการติดตั้ง ปรับปรุงซ่อมแซมระบบกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ และโครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบความมั่นคงจากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมราชทัณฑ์ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายการครุภัณฑ์ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ให้แก่เรือนจำ/ทัณฑสถานต่าง ๆ จำนวน 29 แห่ง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานติดตั้งและปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

spot_img

Latest Posts