หลังจากที่ “สืบจากข่าว”ได้ออกมาสะท้อน “ความมั่งคั่ง”ของ 3 อภิมหาเศรษฐี Billionaire ของไทย ที่มีความมั่งคั่งสูงกว่า 3 อภิมหาเศรษฐีของ “เกาหลีใต้” ที่ทำธุรกิจผลิตชิพ เทคโนโลยี-นวัตกรรม ส่งออกขายไปทั่วโลก
อันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของการดำเนินธุรกิจของไทยที่อาศัยการผูกขาด และระบบสัมปทานกับรัฐ แต่กลับสามารถสร้างความมั่งคั่งได้เหนือกว่ากลุ่มธุรกิจที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี-นวัตกรรมออกไปแข่งขันทั่วโลกเสียอีก
ล่าสุด “นายบรรยง พงษ์พานิช”ประธานกรรมการบริหารธนาคารเกียรตินาคินภัทร ได้กล่าวในรายการ”สมมุติว่า” ที่ดำเนินรายการโดยสุทธิชัย หยุ่น และวิสุทธ์ คมวัชรพงษ์ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงทำเนียบ 30 มหาเศรษฐีไทย Billionaire เมื่อเทียบกับ 30 มหาเศรษฐีของฝรั่งเศส ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 8 เท่าตัว
แต่กลับพบว่า หากตัดมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกชาวฝรั่งเศสคือ แบร์นาร์ อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CEO ของกลุ่ม LVMH อาณาจักรธุรกิจสินค้าหรูหรา (Luxury Goods) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มูลค่าทรัพย์สินสูงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐออกไปแล้ว
จะพบว่า มหาเศรษฐี 30 อันดับแรกของไทยกลับมีความมั่งคั่งหรือ “รวยกว่า” 30 อภิมหาเศรษฐี Bilionair ของฝรั่งเศสมากกว่า 20% ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของฝรั่งเศสนั้นมีขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 8เท่า
เมื่อสแกนลงไปดูธุรกิจของ Billionaire ในไทยจะพบว่ามีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ ด้วยกันคือกลุ่มที่ 1.ธุรกิจที่ทำการค้ากับโลกจะผลิตสินค้าส่งออก หรือทดแทนการนำเข้าก็ตาม กลุ่มที่ 2 ทำการค้าในประเทศกับคนไทยเราเองเป็นหลักทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้าปลีก ค้าส่ง รีเทล และกลุ่มที่ 3 ทำการค้ากับรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
“แล้วรู้หรือไม่ว่า กลุ่มธุรกิจที่”รวยที่สุด”ของไทยคือ กลุ่มที่ทำธุรกิจหรือทำการค้ากับรัฐ มีสัญญากับรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั่นเอง รองลงมาคือกลุ่มที่ทำการค้าขายกับคนไทยด้วยกันเองในประเทศ และกลุ่มสุดท้ายก็คือ กลุ่มที่ต้องออกไปค้าขายกับต่างประเทศ ส่งออกหรือผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้านั่นเอง
“นี่คือสาเหตุที่ทำให้ประเทศเราไม่ต้องแข่งกับโลก”
“สืบจากข่าว” ไม่แปลกใจเลยว่า กลุ่มทุนการเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองไทยล้วนอยู่ในมือหรือเครือข่ายนักการเมืองทั้งหลาย อย่างล่าสุดที่มีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยักษ์ พ่อตาของผู้มากบารมีแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพบว่า มีสัญญารับเหมาอยู่ในมือนับตั้งแต่ปี 2558-2569 มากกว่า 40 สัญญามูลค่ากว่า14,550 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงานรับเหมาก่อสร้างของกรมทางหลวง และกรมท่าอากาศยาน
เฉพาะปี 2568 มีงานรับเหมาในมือมากกว่า 2,760 ล้านบาท ซึ่งก็รวมถึงงานก่แสร้างและขยายสนาาบินบุรีรัมย์ด้วย3สัญญามูลค่า 100 ล้านบาท
เช่นเดียวกับ กลุ่มธุรกิจที่เข้าไปรับสัมปทานทำสัญญาโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาทกับกระทรวงดีอีที่กำลังเป็นข่าวครึกโครม มีเป้าหมายที่จะแจก AI Pro หรือ AI พรีเมียมฟรี 1 ปีให้กับคนไทย 5 ล้านคนเพื่อให้เข้าถึงเคโลโลยีAI ระดับโลก
ซึ่งก็พบว่าบริษัทที่ได้รับงานโครงการนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่ป็น 1 ใน3 ของบริษัทที่ร่วมสืบและร่วมประเมินมูลค่าโครงการ และยังเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกับที่ได้งานโครงการ MotoGP ที่สนามบุรีรัมย์เซอร์กิตนั่นเอง


เครดิตภาพ Nextnews




