วันพุธ, กรกฎาคม 15, 2026

กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟงวด ก.ย. – ธ.ค. 69 เสนอ 4 ทางเลือก 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 โดยเสนออัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 4 ทางเลือก อยู่ระหว่าง 3.95 ถึง 4.73 บาทต่อหน่วย ภายใต้การบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 27/2569 (ครั้งที่ 1,017) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กกพ. มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 4 กรณี โดยมีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) อยู่ระหว่าง 3.95 – 4.73 บาทต่อหน่วย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าค่าเอฟที ต่อไป

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การประมาณการค่าเอฟที ในรอบนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงหลายประการ โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาเชื้อเพลิงอ้างอิงในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีความผันผวน อันเป็นผลจากสถานการณ์พลังงานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวจะมีแนวโน้มลดลงตามฤดูกาลก็ตาม

“กกพ. ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงกับการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสม

ซึ่งรวมถึงการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และการบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) มาประกอบการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในระยะยาว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าว

ที่ผ่านมา กกพ. ได้ทยอยบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) อย่างต่อเนื่อง ภายหลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันคงเหลือ 31,268 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ กกพ. ได้นำเสนอทางเลือกการบริหารต้นทุนหลายแนวทาง รวมถึงการพิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้บรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยจะนำความคิดเห็นที่ได้รับจากทุกภาคส่วนมาประกอบการพิจารณาก่อนมีมติกำหนดค่าเอฟทีต่อไป

ทั้งนี้ ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 27/2569 (ครั้งที่ 1,017) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กกพ. ได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. เป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้ กกพ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยกระบวนการดังกล่าวมีขั้นตอนที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนด จึงมีมติให้สำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อทางเลือกการกำหนดค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ซึ่งสะท้อนแนวทางการบริหารต้นทุนในระดับที่แตกต่างกัน ทั้งการสะท้อนต้นทุนตามสูตร การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) การปรับปรุงแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงาน และการพิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาประกอบการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็น ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศค่าเอฟที อย่างเป็นทางการ โดยมี 4 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 94.82 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 (FAC) จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.73 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการประมาณการดังกล่าว ยังไม่รวมถึงประมาณการรายการปรับปรุงค่าภาระต้นทุนคงค้างค่าก๊าซธรรมชาติ หรือ AFGas สำหรับเดือน กันยายน – ธันวาคม 2569 (งวดที่ 3) เป็นเงินจำนวน 2,580 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 4.01 สตางค์ต่อหน่วย

กรณีที่ 2: กรณีต้นทุน FAC ประจำงวด (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 46.27 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.25 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้า

ทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 3: กรณีปรับปรุงราคา Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงาน โดย ปตท. พิจารณาร่วมกับ กฟผ. ปรับราคา Spot LNG ลดลงเป็น 17.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ทำให้ประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 4 เดือน เท่ากับ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู (ลดลงจากเดิม 11.4 บาทต่อล้านบีทียู) ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีก ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 เท่ากับ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย (ลดลงจากกรณีที่ 2 จำนวน 5 สตางค์ต่อหน่วย) โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.20 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 4: กรณีปรับปรุงราคา Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ตามแนวนโยบายกระทรวงพลังงาน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบผู้ใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 จำนวน 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดยกรณีนี้ กฟผ. จะรับภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมจำนวน 31,268 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 48.55 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน ร่วมกับ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 16,127.17 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.04 สตางค์/หน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เท่ากับ 3.95 บาทต่อหน่วย คงที่เท่ากับ ในงวดปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงควบคู่กับการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ โดยความคิดเห็นที่ได้รับจากการเปิดรับฟังในครั้งนี้ จะนำมาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ก่อนที่ กกพ. จะพิจารณาประกาศอัตราค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ต่อไป

ทั้งนี้ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. (www.erc.or.th) ตั้งแต่วันที่ 13 – 20 กรกฎาคม 2569 ก่ก่อนรวบรวมข้อคิดเห็นและประกาศอย่างเป็นทางการ

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

นายกฯ ติดตามคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ตำรวจขยายผลหาผู้บงการ พบผู้ต้องหาให้การพาดพิงบุคลากร มศว. ขณะ มท.ตรวจพบคะแนนผิดปกติ 5,814 ราย

https://www.youtube.com/watch?v=yxnKykfio10 นายกรัฐมนตรีเดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อติดตามความคืบหน้าการสืบสวนและการดำเนินคดี พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้พยานหลักฐานเชื่อมโยงผู้ต้องหา 3 คน ซึ่งมีบทบาทปลอมแปลงข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และแก้ไขผลการสอบ จนนำไปสู่การออกหมายจับ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังอยู่ระหว่างขยายผลไปถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการรายอื่น จากพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้น 9 จุด รวมทั้งเอกสาร พยานดิจิทัล และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยอีกว่า จากการสอบปากคำ หนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่าเคยเข้าพบบุคลากรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ตำรวจจึงอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ พร้อมย้ำว่าเป็นเพียงคำให้การของผู้ต้องหาและยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาบุคคลดังกล่าว ขณะเดียวกันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หากพบผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีและส่งสำนวนให้...

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ทลายค่ายมวย น็อกเอาต์ค้ามนุษย์ใต้สังเวียน

https://www.youtube.com/watch?v=J-XCwi8Juvg กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขันรอง ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พัฒนา ฉายาวัฒน์, พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์, พ.ต.อ.มารุต กาญจนขันธกุล, พ.ต.อ.ทองศูนย์ อุ่นวงค์, พ.ต.อ.เถกิงวุฒิ กิตติศุภคุณ, พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.วริษฐ์ ปทุมารักษ์ ผกก.2 บก.ปคม., พ.ต.ท.เกียรติก้อง ทองคำ และ พ.ต.ท.เสริมศักดิ์ น้อยหัวหาด รอง...

เจ้าพ่อกระทิงแดงรั้งมหาเศรษฐีไทย 3 ปีซ้อน ขณะ “เจ้าสัวพลังงาน” ทรัพย์สินพุ่งก้าวกระโดด

เจ้าพ่อกระทิงแดง "เฉลิม อยู่วิทยา’ ยังรั้งตระกูลครองแชมป์มหาเศรษฐีเมืองไทย 3 ปีซ้อน มูลค่าทรัพย์สิน 1.54 ล้านล้านบาท ขณะ"สารัชถ์ รัตนาวะดี"เจ้าสัวพลังงานเติบโตอย่างก้าวกระโดดทรัพย์สินพุ่ง 1.84 แสนล้าน (5.6 พันล้านเหรียญ) เมื่อวันที่ วันที่ 9 ก.ค.69 ฟอร์บส์ไทยแลนด์ ได้ เผยแพร่อันดับมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2026 โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา แต่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงขยายตัว 2.4% จากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และการส่งออกที่กลับมาเติบโต ขณะที่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทย โดยมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้น 10% แตะ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ปีนี้...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.