วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวผับเถื่อน "ยังเกลื่อนเมือง" 32...

ผับเถื่อน “ยังเกลื่อนเมือง” 32 ชีวิต “กับบทเรียนราคาแพง” “ตร.-กทม.” ต้องร่วมปราบ

“…ความจริงที่เจ็บปวดคือ ร้านนี้ขออนุญาตแค่ “ขายอาหาร” แต่กลับลักลอบเปิดเป็น “สถานบริการ” จัดเต็มทั้งดนตรี เต้นรำ แถมยังกรุฟองน้ำซับเสียงเต็มผนัง ซึ่งมันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่รอวันปะทุจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขัน เข้มงวด ตรงไปตรงมา คนบริสุทธิ์ 32 ชีวิตคงได้กลับบ้านไปกอดคนที่เขารัก โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตบหน้าเราจนหน้าชา เพื่อให้สังคมตื่นจากความประมาท ถึงเวลาที่ต้องเยียวยาด้วยการเปลี่ยน “ความละเลย” ให้เป็น “ความใส่ใจ” เพื่อให้แสงไฟในค่ำคืน เป็นแสงแห่งความสุข…ไม่ใช่แสงเพลิงที่เผาผลาญชีวิตใครอีกต่อไป…”

กี่ศพถึงจะพอ? คำถามเดิมๆ ที่ดังก้องขึ้นมาอีกครั้งจากกองเถ้าถ่านและกลิ่นควันไฟที่ “โรงเบียร์ ณ  ลาดพร้าว” โศกนาฏกรรมคืนวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 32 ราย บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน กลายเป็นข่าวดังระเบิดไปทั่วโลกที่ตบหน้าประเทศไทยฉาดใหญ่

สังคมกำลังรุมชี้หน้าหาคนผิด บ้างพุ่งเป้าไปที่เจ้าของร้าน บ้างก็หันไปกระชากคอเสื้อผู้ว่าฯ กทม. บางคนออกมาตบโต๊ะดังปัง! พร้อมกางกฎหมาย พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ให้ดูชัดๆ ว่า… งานนี้ตำรวจจะแกล้งทำเป็นตาบอดไม่ได้ เพราะในเขตกทม. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คือ “พนักงานเจ้าหน้าที่” ตามกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมตำรวจทุกหน่วย ไม่ให้ปล่อยปละละเลยให้มี “ผับเถื่อน” โผล่ขึ้นกลางเมือง

ความจริงที่เจ็บปวดคือ ร้านนี้ขออนุญาตแค่ “ขายอาหาร” แต่กลับลักลอบเปิดเป็น “สถานบริการ” จัดเต็มทั้งดนตรี เต้นรำ แถมยังกรุฟองน้ำซับเสียงเต็มผนัง ซึ่งมันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่รอวันปะทุจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขัน เข้มงวด ตรงไปตรงมา คนบริสุทธิ์ 32 ชีวิตคงได้กลับบ้านไปกอดคนที่เขารัก

อย่างไรก็ตาม การสาดโคลนและหาแพะรับบาป ไม่ได้ช่วยให้คนตายฟื้นขึ้นมา สิ่งที่สังคมไทยต้องการในนาทีนี้ไม่ใช่ความสะใจ แต่คือ “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” ถึงเวลาที่ “ตำรวจ” ในฐานะผู้ถือกฎหมาย และ “กทม.” ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ต้องหยุดเกี่ยงความรับผิดชอบ แล้วหันมากอดคอประสานมือจับอาวุธชิ้นเดียวกัน นั่นคือ “ระบบตรวจตราเชิงรุก” เปลี่ยน “สายสืบ” เป็น “สายเซฟ” ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาจับ แต่ต้องทำงานร่วมกับเขต เข้าไปตรวจ แนะนำผู้ประกอบการตรวจสอบระบบไฟ ทางหนีไฟ และวัสดุกันไฟ ในขณะที่ภาครัฐต้องทำระบบขออนุญาตให้โปร่งใส เข้าถึงง่าย ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขจนคนต้องหนีไปเปิดแบบหลบๆ ซ่อนๆ

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตบหน้าเราจนหน้าชา เพื่อให้สังคมตื่นจากความประมาท ถึงเวลาที่ต้องเยียวยาด้วยการเปลี่ยน “ความละเลย” ให้เป็น “ความใส่ใจ” เพื่อให้แสงไฟในค่ำคืน เป็นแสงแห่งความสุข… ไม่ใช่แสงเพลิงที่เผาผลาญชีวิตใครอีกต่อไป

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.