“…ความจริงที่เจ็บปวดคือ ร้านนี้ขออนุญาตแค่ “ขายอาหาร” แต่กลับลักลอบเปิดเป็น “สถานบริการ” จัดเต็มทั้งดนตรี เต้นรำ แถมยังกรุฟองน้ำซับเสียงเต็มผนัง ซึ่งมันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่รอวันปะทุจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขัน เข้มงวด ตรงไปตรงมา คนบริสุทธิ์ 32 ชีวิตคงได้กลับบ้านไปกอดคนที่เขารัก โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตบหน้าเราจนหน้าชา เพื่อให้สังคมตื่นจากความประมาท ถึงเวลาที่ต้องเยียวยาด้วยการเปลี่ยน “ความละเลย” ให้เป็น “ความใส่ใจ” เพื่อให้แสงไฟในค่ำคืน เป็นแสงแห่งความสุข…ไม่ใช่แสงเพลิงที่เผาผลาญชีวิตใครอีกต่อไป…”
กี่ศพถึงจะพอ? คำถามเดิมๆ ที่ดังก้องขึ้นมาอีกครั้งจากกองเถ้าถ่านและกลิ่นควันไฟที่ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” โศกนาฏกรรมคืนวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 32 ราย บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน กลายเป็นข่าวดังระเบิดไปทั่วโลกที่ตบหน้าประเทศไทยฉาดใหญ่
สังคมกำลังรุมชี้หน้าหาคนผิด บ้างพุ่งเป้าไปที่เจ้าของร้าน บ้างก็หันไปกระชากคอเสื้อผู้ว่าฯ กทม. บางคนออกมาตบโต๊ะดังปัง! พร้อมกางกฎหมาย พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ให้ดูชัดๆ ว่า… งานนี้ตำรวจจะแกล้งทำเป็นตาบอดไม่ได้ เพราะในเขตกทม. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คือ “พนักงานเจ้าหน้าที่” ตามกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมตำรวจทุกหน่วย ไม่ให้ปล่อยปละละเลยให้มี “ผับเถื่อน” โผล่ขึ้นกลางเมือง
ความจริงที่เจ็บปวดคือ ร้านนี้ขออนุญาตแค่ “ขายอาหาร” แต่กลับลักลอบเปิดเป็น “สถานบริการ” จัดเต็มทั้งดนตรี เต้นรำ แถมยังกรุฟองน้ำซับเสียงเต็มผนัง ซึ่งมันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่รอวันปะทุจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หากเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขัน เข้มงวด ตรงไปตรงมา คนบริสุทธิ์ 32 ชีวิตคงได้กลับบ้านไปกอดคนที่เขารัก
อย่างไรก็ตาม การสาดโคลนและหาแพะรับบาป ไม่ได้ช่วยให้คนตายฟื้นขึ้นมา สิ่งที่สังคมไทยต้องการในนาทีนี้ไม่ใช่ความสะใจ แต่คือ “ความปลอดภัยที่จับต้องได้” ถึงเวลาที่ “ตำรวจ” ในฐานะผู้ถือกฎหมาย และ “กทม.” ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ ต้องหยุดเกี่ยงความรับผิดชอบ แล้วหันมากอดคอประสานมือจับอาวุธชิ้นเดียวกัน นั่นคือ “ระบบตรวจตราเชิงรุก” เปลี่ยน “สายสืบ” เป็น “สายเซฟ” ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาจับ แต่ต้องทำงานร่วมกับเขต เข้าไปตรวจ แนะนำผู้ประกอบการตรวจสอบระบบไฟ ทางหนีไฟ และวัสดุกันไฟ ในขณะที่ภาครัฐต้องทำระบบขออนุญาตให้โปร่งใส เข้าถึงง่าย ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขจนคนต้องหนีไปเปิดแบบหลบๆ ซ่อนๆ
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตบหน้าเราจนหน้าชา เพื่อให้สังคมตื่นจากความประมาท ถึงเวลาที่ต้องเยียวยาด้วยการเปลี่ยน “ความละเลย” ให้เป็น “ความใส่ใจ” เพื่อให้แสงไฟในค่ำคืน เป็นแสงแห่งความสุข… ไม่ใช่แสงเพลิงที่เผาผลาญชีวิตใครอีกต่อไป




