วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2026
หน้าแรกสืบจากข่าวสืบวิเคราะห์ข่าวเปิดปม!น้ำตา รมว.กลาโหม เมื่อ...

เปิดปม!น้ำตา รมว.กลาโหม เมื่อ “ผู้ล่า” ปะทะ “โต๊ะเจรจา” บทเรียน “ยุทธศาสตร์” ชายแดนใต้

“จากหยดน้ำตาของ รมว.กลาโหม ถึงคำประกาศลั่น “เป็นผู้ล่า” ของ เสธ.ทบ. หลังเหตุสูญเสีย 5 ทหารพรานที่ระแงะ สะท้อนให้เห็นมากกว่าแค่ความเห็นไม่ตรงกัน แต่คือสะเก็ดระเบิดจาก “สภาวะล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการสื่อสารระดับชาติ เมื่อหัวใจของแม่ทัพสนามที่ต้องการดึงขวัญกำลังพล ต้องมาปะทะกับสมองของนักยุทธศาสตร์ที่กังวลเรื่องภาพลักษณ์สากล เจาะลึกปมความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ที่สั่นคลอนกองทัพ พร้อมฉายภาพทางออกที่จะเปลี่ยน “ไฟแค้น” ให้กลายเป็น “เกราะคุ้มกัน” ชีวิตกำลังพลอย่างยั่งยืน”

“ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการถูกด่าว่าไม่รักลูกน้อง” น้ำตาของ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่คลอเบ้ากลางวงสื่อมวลชน ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือสะเก็ดระเบิดทางความรู้สึก ที่แตกกระจายมาจากความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของกองทัพไทย

เหตุสะเทือนขวัญจากการสูญเสียทหารพราน 5 นาย ณ จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส นำไปสู่บทสนทนาโต้ตอบผ่านสื่อที่ดุเดือดระหว่าง พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ผู้ประกาศลั่นว่า “ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่า” กับ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาแตะเบรกทันควันด้วยคำว่า “อย่าใช้คำว่าไล่ล่า”

คำถามสำคัญคือ นี่เป็นเพียงแค่ “การล้มเหลวในการเลือกใช้คำ” หรือแท้จริงแล้วมันคือ “สภาวะล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการจัดการความมั่นคงชายแดนใต้?

หากมองผ่านเลนส์ยุทธศาสตร์ สงครามน้ำคำครั้งนี้ เกิดจากสภาวะความขัดแย้งทางบทบาทหน้าที่ โดยฝ่ายปฏิบัติการ “แม่ทัพสนาม” สำหรับ เสธ.ทบ. หน้างานในขณะนั้นคือพื้นที่สังหาร เสียงร้องไห้ของครอบครัวผู้สูญเสีย และขวัญกำลังพลที่ตกต่ำถึงขีดสุด ในทางยุทธวิธี ทหารหน้างานต้องการ “อำนาจและคำยืนยัน” ว่ารัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาเป็นเป้าซ้อมยิง คำว่า “ผู้ล่า” จึงเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาเชิงรุก ที่จำเป็นต้องส่งออกไปเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ และดึงขวัญทหารพรานในพื้นที่กลับมา

ในทางกลับกัน รมว.กลาโหม มองผ่านแว่นตาของนักการเมืองและนักยุทธศาสตร์ระดับชาติ ภาพที่เห็นไม่ใช่แค่จุดตรวจระแงะ แต่คือ “โต๊ะเจรจาพูดคุยสันติสุข” และ “สายตาของประชาคมโลก” การใช้ถ้อยคำที่รุนแรงอย่าง “ไล่ล่า” หรือ “ล่าสุดหล้าฟ้าเขียว” เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุ ยกระดับไปอ้างกับองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลว่า รัฐไทยกำลังใช้กำลังกวาดล้างประชาชน และดึงสถานการณ์เข้าสู่การเป็น “ความขัดแย้งระดับสากล”

ในมุมมองที่แตกต่าง สังคมมักมองว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ผิด” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายกำลังทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตามหมวกที่ตนเองสวมอยู่ เพียงแต่ “จุดปะทะ” เกิดจากการที่บทบาททั้งสองนี้ ถูกนำมาประชันกันบนหน้าสื่อมวลชน โดยไม่มีกลไกกลั่นกรอง

การที่ รมว.กลาโหม ถึงกับน้ำตาคลอ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพกำลังประสบวิกฤต “ความล้มเหลวในการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” อย่างรุนแรง จากความเป็นเอกภาพที่สูญหาย ในสภาวะวิกฤตระดับชาติ ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นรอยร้าว และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าตกลงรัฐบาลเอาจริงหรือไม่

แรงกระทบต่อ รมว.กลาโหม ไม่ใช่ “นโยบายการเมืองนำการทหาร” แต่คือ “จังหวะเวลาในการสื่อสาร” ในวันที่สังคมกำลังแค้นและโศกเศร้ากับการสูญเสีย 5 ชีวิต สิ่งที่สังคมต้องการได้ยินเป็นอันดับแรกคือ “ความยุติธรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน” การที่ รมว. ออกมาแตะเบรกเรื่องภาษา โดยที่ยังไม่ได้แสดงผลงานการไล่ล่าจับกุมที่จับต้องได้ จึงถูกตีความทันทีว่า “ไม่รักลูกน้อง”

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นเพียงดราม่าชั่วคราวแล้วหายไป กองทัพและรัฐบาลต้องเร่งวาง “สถาปัตยกรรมทางยุทธศาสตร์ใหม่” ใช้ภาษาความมั่นคงที่เข้มงวดแต่รัดกุมด้วยข้อกฎหมาย ต้องมีกลไกตั้ง “ศูนย์สื่อสารร่วม กห.-ทบ.” ในภาวะวิกฤต เพื่อตกลง Key Messages หลักก่อนออกสื่อทุกครั้ง

คำพูดว่า “ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี” จะทรงพลังก็ต่อเมื่อถูกพิสูจน์ด้วยปฏิบัติการ ทางออกเดียวที่จะกู้ศักดิ์ศรีของ รมว.กลาโหม และกองทัพกลับมาได้ คือการ “จับกุมคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย” ควบคู่ไปกับการรื้อระบบความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการขนาดเล็กในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปลี่ยนความแค้นให้กลายเป็นความคุ้มครองที่รัดกุมขึ้น

รัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมว่า การใช้ความสะใจสะกดรอยตามผู้ก่อเหตุ ไม่เคยทำให้สงครามรูปแบบนี้จบลง การแก้ปัญหาชายแดนใต้ ไม่ใช่หนังแอ็กชันที่ปิดฉากได้ด้วยการสังหารล้างบาง แต่เป็นงานคราฟต์ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ “กฎหมายนำ การเมืองควบคุม และใช้กำลังทหารเป็นฐานรองรับ” เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟแค้นลุกโชนข้ามรุ่น

ดราม่าระหว่าง “รมว.กลาโหม” และ “เสธ.ทบ.” ในครั้งนี้ จึงไม่ควรถือเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่มันคือ “กระจกเงา” ที่สะท้อนให้เห็นว่า กองทัพไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องบูรณาการ “หัวใจของแม่ทัพสนาม” เข้ากับ “สมองของนักยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน

เพราะในศึกชายแดนใต้… เราไม่อาจชนะได้ด้วยการเป็นเพียง “ผู้ล่า” ที่ไร้ยุทธศาสตร์ และเราก็ไม่อาจบรรลุ “สันติภาพ” ได้ หากปราศจากเกราะคุ้มกันชีวิตของกำลังพลที่อยู่หน้างาน

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ไม่ใช่แค่ “อีวี” “จางเสวี่ย” ยกระดับ “มอ’ไซค์จีน” โค่น! บัลลังก์ญี่ปุ่น

“ในวันที่โลกจับตามองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าจีน อีกหนึ่งสมรภูมิสองล้อที่เคยถูกมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและยุโรปผูกขาดมาอย่างยาวนาน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ด้วยฝีมือของ “จางเสวี่ย” อดีตช่างซ่อมผู้ผันตัวมาเป็นหัวหอกแห่ง ZXMOTO ชายผู้กล้าฉีกกรอบภาพจำเดิมๆ ของ “มอเตอร์ไซค์จีนราคาถูก” สู่การสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับหลายสูบ พร้อมพิสูจน์ขุมพลังด้วยการลงฟาดฟันในสนามแข่งระดับโลกอย่าง WorldSSP ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่คำโฆษณา แต่วัดกันด้วยวินาทีต่อรอบในสนามจริง จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสองล้อจีน ที่พร้อมโค่นบัลลังก์เจ้าตลาดเดิมลงอย่างเต็มภาคภูมิ” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร จางเสวี่ยเติบโตมากับความสนใจในเครื่องยนต์และมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมและสะสมประสบการณ์ภาคสนามในโรงงาน/อู่ซ่อม ซึ่งทำให้เข้าใจจุดอ่อนของมอเตอร์ไซค์จีนในยุคนั้น คือเครื่องยนต์ด้อยประสิทธิภาพ การประกอบหยาบ และขาดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เขาก่อตั้งแบรนด์มอเตอร์ไซค์ KOVE และ ZXMOTO โดยวางตำแหน่งสินค้าไว้ที่กลุ่ม "performance" คือเน้นเครื่องยนต์หลายสูบ การออกแบบสปอร์ต และการขยายตลาดต่างประเทศ แทนการแข่งขันในกลุ่มราคาถูกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว จุดเปลี่ยนสำคัญคือการส่งรถลงแข่งขันในรายการระดับโลก เช่น การเข้าร่วมรายการ WorldSSP (Supersport) ซึ่งเป็นสนามที่แบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นครอบงำมายาวนาน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้แบรนด์จีนถูกจับตามองในฐานะ...

“จางเสวี่ย” ดันมอเตอร์ไซค์จีนไต่ระดับโลก สานต่อ “วีรกรรมเดินทัพทางไกล” พลิก “สนามรบ” สู่ “สนามการค้า”

“การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” ผู้บุกเบิก ZXMOTO อุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีนสู่ระดับโลก บนเวที “สดุดีวีรกรรมเดินทัพทางไกล” วันที่ 22 ตุลาคม 2026 เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมจิตวิญญาณแห่งการเสียสละจากอดีตสู่สมรภูมิยุคปัจจุบันอย่างทรงพลัง เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า การเดินทัพทางไกลยังไม่เคยสิ้นสุด หากแต่เปลี่ยนผ่านจากการฟันฝ่าขุนเขาและคมกระสุน มาสู่การทลายกำแพงเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาดสากล นี่คือบทพิสูจน์ร่วมสมัยที่ตอกย้ำว่า วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสนามรบเสมอไป แต่สามารถงอกงามขึ้นได้ในโรงงาน ห้องทดลอง และหัวใจของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อข้อจำกัด” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร การปรากฏตัวของ “จางเสวี่ย” บนเวทีครั้งนี้ ถือเป็นจุดเด่นที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง เพราะจางเสวี่ยไม่ได้เป็นเพียงแขกรับเชิญ แต่ถูกนำเสนอในฐานะ "ตัวอย่างที่มีชีวิต" ของการสืบทอดจิตวิญญาณการเดินทัพทางไกลในบริบทใหม่ นั่นคือการต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จางเสวี่ยได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกที่ผลักดันอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ของจีน ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลก การถูกเชิญมายืนบนเวทีเดียวกับวีรกรรมเดินทัพทางไกล จึงเป็นการสร้างความเชื่อมโยงเชิงวาทกรรมที่ชัดเจน กล่าวคือ การเดินทัพทางไกลในอดีต คือการเอาชนะภูมิประเทศและศัตรูด้วยความมุ่งมั่น ส่วนการเดินทัพทางไกลในยุคปัจจุบัน คือการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี...

จีนขับเคลื่อน “AI+” เปลี่ยนจาก “เครื่องมือเสริม” เป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

“โลกกำลังจับตาการขยับตัวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อจีนเปิดฉากอัปเกรดเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผ่านยุทธศาสตร์ "AI+" ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ลงลึกถึงกระดูกสันหลังของทุกภาคการผลิต สลัดภาพจำเดิมจากการเป็นเพียง "โรงงานโลก" สู่ผู้ส่งออกโซลูชันอัจฉริยะและมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล คลื่นปฏิรูปครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทุกประเทศ ทั้งในแง่การแข่งขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และความจำเป็นเร่งด่วนในการรื้อโครงสร้างแรงงาน  ตลอดจนกฎหมายกำกับดูแล เพื่อความอยู่รอดในภูมิทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเสริมอีกต่อไป แต่คือตัวกำหนดกติกาโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องเร่งเชื่อมต่อและปรับตัวให้ทันก่อนจะตกขบวน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งประเทศใดปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ประเทศอื่นไม่อาจเพิกเฉย วันนี้จีนกำลังอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก จีนได้เปิดฉาก "อัพเกรด" ตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแกนกลางอยู่ที่การแปร "พลังการผลิตคุณภาพใหม่" ให้เป็นจริง ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติ ของกระบวนการผลิตและการบริการ หรือที่เรียกกันว่า "AI+" สิ่งที่ทำให้การอัพเกรดครั้งนี้ แตกต่างจากการพัฒนาดิจิทัลในอดีต คือความมุ่งหมายที่จะฝัง AI ลงในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึงการเกษตร...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.