“จากหยดน้ำตาของ รมว.กลาโหม ถึงคำประกาศลั่น “เป็นผู้ล่า” ของ เสธ.ทบ. หลังเหตุสูญเสีย 5 ทหารพรานที่ระแงะ สะท้อนให้เห็นมากกว่าแค่ความเห็นไม่ตรงกัน แต่คือสะเก็ดระเบิดจาก “สภาวะล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการสื่อสารระดับชาติ เมื่อหัวใจของแม่ทัพสนามที่ต้องการดึงขวัญกำลังพล ต้องมาปะทะกับสมองของนักยุทธศาสตร์ที่กังวลเรื่องภาพลักษณ์สากล เจาะลึกปมความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ที่สั่นคลอนกองทัพ พร้อมฉายภาพทางออกที่จะเปลี่ยน “ไฟแค้น” ให้กลายเป็น “เกราะคุ้มกัน” ชีวิตกำลังพลอย่างยั่งยืน”
“ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการถูกด่าว่าไม่รักลูกน้อง” น้ำตาของ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่คลอเบ้ากลางวงสื่อมวลชน ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือสะเก็ดระเบิดทางความรู้สึก ที่แตกกระจายมาจากความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของกองทัพไทย
เหตุสะเทือนขวัญจากการสูญเสียทหารพราน 5 นาย ณ จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส นำไปสู่บทสนทนาโต้ตอบผ่านสื่อที่ดุเดือดระหว่าง พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ผู้ประกาศลั่นว่า “ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่า” กับ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาแตะเบรกทันควันด้วยคำว่า “อย่าใช้คำว่าไล่ล่า”
คำถามสำคัญคือ นี่เป็นเพียงแค่ “การล้มเหลวในการเลือกใช้คำ” หรือแท้จริงแล้วมันคือ “สภาวะล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ในการจัดการความมั่นคงชายแดนใต้?
หากมองผ่านเลนส์ยุทธศาสตร์ สงครามน้ำคำครั้งนี้ เกิดจากสภาวะความขัดแย้งทางบทบาทหน้าที่ โดยฝ่ายปฏิบัติการ “แม่ทัพสนาม” สำหรับ เสธ.ทบ. หน้างานในขณะนั้นคือพื้นที่สังหาร เสียงร้องไห้ของครอบครัวผู้สูญเสีย และขวัญกำลังพลที่ตกต่ำถึงขีดสุด ในทางยุทธวิธี ทหารหน้างานต้องการ “อำนาจและคำยืนยัน” ว่ารัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาเป็นเป้าซ้อมยิง คำว่า “ผู้ล่า” จึงเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาเชิงรุก ที่จำเป็นต้องส่งออกไปเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ และดึงขวัญทหารพรานในพื้นที่กลับมา
ในทางกลับกัน รมว.กลาโหม มองผ่านแว่นตาของนักการเมืองและนักยุทธศาสตร์ระดับชาติ ภาพที่เห็นไม่ใช่แค่จุดตรวจระแงะ แต่คือ “โต๊ะเจรจาพูดคุยสันติสุข” และ “สายตาของประชาคมโลก” การใช้ถ้อยคำที่รุนแรงอย่าง “ไล่ล่า” หรือ “ล่าสุดหล้าฟ้าเขียว” เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุ ยกระดับไปอ้างกับองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลว่า รัฐไทยกำลังใช้กำลังกวาดล้างประชาชน และดึงสถานการณ์เข้าสู่การเป็น “ความขัดแย้งระดับสากล”
ในมุมมองที่แตกต่าง สังคมมักมองว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ผิด” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายกำลังทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ตามหมวกที่ตนเองสวมอยู่ เพียงแต่ “จุดปะทะ” เกิดจากการที่บทบาททั้งสองนี้ ถูกนำมาประชันกันบนหน้าสื่อมวลชน โดยไม่มีกลไกกลั่นกรอง
การที่ รมว.กลาโหม ถึงกับน้ำตาคลอ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพกำลังประสบวิกฤต “ความล้มเหลวในการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์” อย่างรุนแรง จากความเป็นเอกภาพที่สูญหาย ในสภาวะวิกฤตระดับชาติ ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นรอยร้าว และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าตกลงรัฐบาลเอาจริงหรือไม่
แรงกระทบต่อ รมว.กลาโหม ไม่ใช่ “นโยบายการเมืองนำการทหาร” แต่คือ “จังหวะเวลาในการสื่อสาร” ในวันที่สังคมกำลังแค้นและโศกเศร้ากับการสูญเสีย 5 ชีวิต สิ่งที่สังคมต้องการได้ยินเป็นอันดับแรกคือ “ความยุติธรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน” การที่ รมว. ออกมาแตะเบรกเรื่องภาษา โดยที่ยังไม่ได้แสดงผลงานการไล่ล่าจับกุมที่จับต้องได้ จึงถูกตีความทันทีว่า “ไม่รักลูกน้อง”
เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นเพียงดราม่าชั่วคราวแล้วหายไป กองทัพและรัฐบาลต้องเร่งวาง “สถาปัตยกรรมทางยุทธศาสตร์ใหม่” ใช้ภาษาความมั่นคงที่เข้มงวดแต่รัดกุมด้วยข้อกฎหมาย ต้องมีกลไกตั้ง “ศูนย์สื่อสารร่วม กห.-ทบ.” ในภาวะวิกฤต เพื่อตกลง Key Messages หลักก่อนออกสื่อทุกครั้ง
คำพูดว่า “ลูกน้องต้องไม่ตายฟรี” จะทรงพลังก็ต่อเมื่อถูกพิสูจน์ด้วยปฏิบัติการ ทางออกเดียวที่จะกู้ศักดิ์ศรีของ รมว.กลาโหม และกองทัพกลับมาได้ คือการ “จับกุมคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย” ควบคู่ไปกับการรื้อระบบความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการขนาดเล็กในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปลี่ยนความแค้นให้กลายเป็นความคุ้มครองที่รัดกุมขึ้น
รัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมว่า การใช้ความสะใจสะกดรอยตามผู้ก่อเหตุ ไม่เคยทำให้สงครามรูปแบบนี้จบลง การแก้ปัญหาชายแดนใต้ ไม่ใช่หนังแอ็กชันที่ปิดฉากได้ด้วยการสังหารล้างบาง แต่เป็นงานคราฟต์ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ “กฎหมายนำ การเมืองควบคุม และใช้กำลังทหารเป็นฐานรองรับ” เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟแค้นลุกโชนข้ามรุ่น
ดราม่าระหว่าง “รมว.กลาโหม” และ “เสธ.ทบ.” ในครั้งนี้ จึงไม่ควรถือเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนบุคคล แต่มันคือ “กระจกเงา” ที่สะท้อนให้เห็นว่า กองทัพไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องบูรณาการ “หัวใจของแม่ทัพสนาม” เข้ากับ “สมองของนักยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
เพราะในศึกชายแดนใต้… เราไม่อาจชนะได้ด้วยการเป็นเพียง “ผู้ล่า” ที่ไร้ยุทธศาสตร์ และเราก็ไม่อาจบรรลุ “สันติภาพ” ได้ หากปราศจากเกราะคุ้มกันชีวิตของกำลังพลที่อยู่หน้างาน




