เมื่อผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ทั้งระดับผู้การฯ (ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด) และผู้กำกับ (ผกก.สภ.อาจสามารถ) เลือกที่จะนิ่งเฉย เพิกเฉย และประวิงเวลาให้กับพฤติกรรมสุดฉาวของลูกน้อง ความเสียหายจึงตกอยู่กับภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ส่วนกลางต้องลงมา “ลงแส้ ขันนอต” จัดการขั้นเด็ดขาด ก่อนที่องค์กรจะเสื่อมเสียไปมากกว่านี้
เปิดพฤติกรรมฉาว “ดาบ ผ.” ตำรวจสายตรวจดีเด่น (แต่ทำองค์กรพังพินาศ)
ไม่เคยมาทำงาน แต่จ้างเวรแทน: ละทิ้งหน้าที่ตำรวจ ไม่เคยเข้าโรงพัก แต่ใช้วิธีควักเงินจ้างเพื่อนตำรวจเข้าเวรแทนตลอดเวลา
ค้ำชูธุรกิจสีเทา: ถูกระบุว่าเป็น “หน้าเสื่อ” วิ่งส่งนายทุกเดือน พัวพันทั้งหวยใต้ดินและการพนันทุกรูปแบบ วางอำนาจกร่างไม่เกรงกลัวใคร
ฟอกเงินโตไวผิดปกติ: ครอบครัวเปิดเว็บพนัน โดยเปิดร้านทองบังหน้าถึง 2 สาขา ภายในเวลาเพียง 1 ปี ฟอกเงินผ่านการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งใหญ่โตเกินยศนายดาบอย่างเห็นได้ชัด
ร้องเรียน ป.ป.ช. เรื่องเงียบกริบ:เคยถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบเเงียบหายไปอย่างมีเงื่อนงำ
พฤติกรรมส่วนตัวฉาวโฉ่ มีเรื่องร้องเรียนพฤติกรรมชู้สาว รวมถึงการนำผู้หญิงไปประจานประเช็ดประชัน สร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศตำรวจ
รางวัลสายตรวจดีเด่นยังไง?ล่าสุดได้รับรางวัล “สายตรวจดีเด่นประจำเดือน พ.ค.” แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจมารับรางวัล เพราะเดินสายทำธุรกิจเครื่องเสียงหมอลำอยู่ต่างจังหวัด
คำถามใหญ่ถึงผู้บังคับบัญชา
“อุ้มเพราะมีเส้นสาย หรือเพราะ “กลัวเส้นเงิน”?
พฤติกรรมกร่างไม่กลัวกฎหมายของตำรวจยศนายดาบรายนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มี “เกราะป้องกัน” จากผู้บังคับบัญชาที่ทำเป็นมองไม่เห็น การที่ผู้การฯ และ ผกก. นิ่งเฉยรอเวลา หรือรอเพียงแค่คำสั่งแต่งตั้งย้ายออกไป ยิ่งสร้างข้อสงสัยให้สังคมว่า มีการรับผลประโยชน์หรือ “ส่งเงินถึงนาย” จริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่
หากผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ยังคงเลี้ยงคนสร้างความเสียหายไว้เช่นนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องส่งชุดสืบสวนจเรตำรวจลงพื้นที่เชือดไก่ให้ลิงดู ล้างบางทั้งผู้ปฏิบัติและผู้สนับสนุนให้หมดสิ้น






