วันเสาร์, ตุลาคม 17, 2026

มหากาพย์ “ฮั้ว สว.” เกมกระดาน “ตัดตอน” หรือแค่สละเบี้ย “รักษาขุน” ?

จากสูตรคณิตศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สู่การชี้ชะตาครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนสภาสูง เมื่อกติกา “เลือกกันเองและเลือกไขว้” ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกออกแบบมา โดยอ้างว่าเพื่อสกัดกั้นพรรคการเมือง กลับกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้เกิดปฏิบัติการบล็อกโหวต กระจายโพย และจัดตั้งคนลงสมัครอย่างเป็นขบวนการ

วันนี้ คดีฮั้ว สว. เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแหลมคมที่สุด เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติชี้ขาดสำนวนไต่สวน แต่คำถามสำคัญที่สังคมกำลังจับตาคือ นี่คือการกวาดล้างเพื่อคืนความยุติธรรม หรือเป็นเพียงการ “ตัดตอน” ทางการเมือง?

มติชี้ขาด 77 คน ดาบแรกฟันปลายแถว

หลังการตรวจสอบผู้ถูกร้องเรียนกว่า 427 ราย กกต. เคาะมติเสียงข้างมาก สั่งดำเนินคดีอาญาและเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รวม 77 คน แบ่งเป็น

  • สว. ตัวจริง 26 คน โดนฟ้องข้อหาหนักตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ฐานให้/สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน จัดเลี้ยง แนะนำตัวมิชอบ และเรียกรับผลประโยชน์
  • ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน ร่วมกระบวนการลงคะแนนแลกผลตอบแทน
  • กลุ่มสนับสนุน 15 คน ฟันเฟืองประสานงานเครือข่าย

ทว่า ไฮไลต์ที่ทำให้สังคมต้องเลิกคิ้ว คือ มติ 5 ต่อ 2 ของ กกต. ที่สั่ง ยกคำร้องแกนนำการเมืองและผู้บริหารพรรคดัง แบบยกรัง ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า “พยานหลักฐานสาวไม่ถึง” ทิ้งไว้เพียงเสียงแย้งของ กกต. เสียงข้างน้อย 2 เสียง ที่มองว่าเส้นทางการเงินและหลักฐานแวดล้อมมีน้ำหนักพอจะส่งฟ้องได้

สมรภูมิยังไม่จบ 4 ด่านเดือดที่ต้องจับตา

หลายคนคิดว่าเมื่อ กกต. ชี้มูลแล้วเรื่องคงซาลง แต่ในความเป็นจริง นี่เพิ่งจะเป็นเพียง “ยกแรก” ของสงครามตัวแทน ซึ่งยังต้องฝ่า 4 ด่านสำคัญคือ

1. ด่านชี้ชะตาศาลฎีกา ภายในกรอบเวลา 60 วันที่ กกต. ยื่นสำนวน วินาทีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่ง “รับคำร้อง” สว. ทั้ง 26 คนจะต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ส่งผลให้เก้าอี้ในสภาสูงแหว่งไปกว่า 10% สะเทือนต่อการโหวตผ่านกฎหมายและการเคาะเก้าอี้องค์กรอิสระ

2. เกมสวนกลับ ม.157 ฝ่ายค้านและภาคประชาชนไม่ยอมปล่อยผ่าน เตรียมลาก กกต. ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ และ ป.ป.ช. ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โทษฐานตัดตอนไม่ดำเนินคดีกับตัวการใหญ่

3. ศึกชิงดุลอำนาจ ‘บัญชีสำรอง’: หาก สว. 26 คนถูกตัดสินพ้นตำแหน่ง การเลื่อนบัญชีสำรองขึ้นมาเสียบแทน อาจไม่ได้เป็น “เนื้อเดียวกัน” กับขั้วอำนาจเดิม ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อรองโควตากรรมาธิการและทิศทางการโหวตใหม่หมด

4. จุดเริ่มต้นรื้อรัฐธรรมนูญ วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกไปเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อผลักดันการแก้ไขที่มาของ สว. ให้กลับไปสู่การเลือกตั้งโดยตรง

ฉากทัศน์ปลายทาง เบี้ยล้ม แต่กระดานไม่พัง?

หากมองทะลุเกมกฎหมาย บทสรุปของคดีนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่คุ้นเคย คือ “ผู้เล่นระดับปฏิบัติการต้องรับกรรม แต่ขุนระดับสั่งการยังคงลอยตัว”

สว. บางส่วนที่พยานหลักฐานมัดแน่นอาจต้องพ้นตำแหน่งและเผชิญโทษทางอาญา ขณะที่ขั้วอำนาจเบื้องหลังยังคงรักษาเสถียรภาพและเครือข่ายไว้ได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความชอบธรรมของวุฒิสภาชุดนี้ที่ติดลบไปจนหมดวาระ

คดีฮั้ว สว. จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการทุจริตเลือกตั้งของคน 77 คน

แต่มันคือบทพิสูจน์ความล้มเหลวของการออกแบบกลไกอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทิ้ง “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ไว้ให้ระบบการเมืองไทยต้องตามแก้ในท้ายที่สุด

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

2 พันล้าน “ไทยพีบีเอส” กับเรตติ้งที่เงียบเหงา ผ่า!โมเดล BBC-NHK บริหาร “สื่อสาธารณะ” อย่างไร ไม่ชนตอ ‘สตง.’

“สองพันล้านจากภาษีบาป แลกกับเรตติ้งที่เงียบเหงา… คุ้มค่าจริงหรือ? ปมร้อน "ไทยพีบีเอส" ท่ามกลางสารพัดข้อครหา ทั้งการผูกขาดอำนาจบริหาร การถูกมองว่าเลือกข้างทางการเมือง ในวันที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนผ่าน สื่อสาธารณะแห่งนี้จะพิสูจน์ "คุณค่าที่แท้จริง" ต่อสังคมได้อย่างไร จะสร้างคอนเทนต์เพื่อสังคม หรือแค่แดนสนธยาของคนกลุ่มเดิม?” ข้อพิพาทระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับ ไทยพีบีเอส เกิดคำถามที่ว่า “สื่อสาธารณะมีอิสระแค่ไหนในการบริหารเงิน และองค์กรตรวจสอบเงินแผ่นดินควรขีดเส้นอำนาจไว้ตรงจุดใด?” คือโจทย์ใหญ่ที่สองยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่าง BBC แห่งสหราชอาณาจักร และ NHK แห่งญี่ปุ่น เคยผ่านการปะทะ ถกเถียง และวางระบบแก้ปัญหาจนกลายเป็นโมเดลมาตรฐานสากลมาแล้ว อะไรคือสูตรสำเร็จที่ทำให้พวกเขา ‘รักษาเงินภาษีของประชาชน’ ไปพร้อมกับ ‘ปกป้องเสรีภาพสื่อ’ ได้อย่างลงตัว? BBC โมเดล แยกขาธุรกิจ ตั้ง ‘กำแพงเหล็ก’ คุ้มกันห้องข่าว ในอังกฤษ...

แกะสูตรลับ “มหาอำนาจการผลิตอัจฉริยะ” ทำไม? ใครก็ไล่ไม่ทัน..จีน

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตล้ำยุคอย่างไม่อาจโต้แย้งได้ ด้วยการผุดขึ้นของโรงงานอัจฉริยะ ศูนย์กลางการผลิตหุ่นยนต์ ฐานการผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในหลายภูมิภาคของประเทศ ทั้งขนาดและอัตราเร่งของการขยายตัวนั้นเร็วกว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกต้องจับตามองศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานการผลิตยุคใหม่ของจีน ผ่านมิติสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร นโยบายรัฐและการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับ AI และ ความท้าทายและข้อจำกัดที่ยังคงมีอยู่” บทความโดย  สันติ ตั้งรพีพากร หัวใจของความสำเร็จจีนไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าล้ำยุคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบนิเวศห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรในประเทศเดียว ตั้งแต่การขุดแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) การกลั่นวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วนระดับล่าง ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้ายและการจัดจำหน่าย ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จีนควบคุมห่วงโซ่ตั้งแต่เหมืองลิเธียมในออสเตรเลียและอเมริกาใต้ ผ่านบริษัทอย่าง CATL และ BYD ที่ผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion กว่า 60%...

ส่อง! แผน 5 ปีของจีน เปรียบ “ห้องทดลองอนาคต” “กระจกสะท้อนชะตากรรม” ชาวโลก

“"สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนวันนี้ คือสิ่งที่จะเกิดกับเราในวันหน้า กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่เชื่อถือได้ ในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งย่อมสะท้อนและส่งผลต่อจิตใจของผู้คนทั่วโลก แผนพัฒนา 5 ปีของจีน ไม่ใช่เพียงแผนเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ได้กลายเป็น "กระจกสะท้อนอนาคต" ที่ชาวโลกจำนวนไม่น้อย มองแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่จีนกำลังเผชิญและแก้ไขอยู่ในวันนี้  อาจเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในวันข้างหน้าเช่นกัน” บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร ปัจจุบันชาวโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งค่าครองชีพสูงขึ้น การจ้างงานที่ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ และ AI วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะนี้ไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็น "ความวิตกกังวลร่วม" ของมนุษยชาติ ผู้คนรู้สึกว่าตนถูกบังคับให้ปรับตัวตลอดเวลา ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมสังคม และบรรทัดฐานทางศีลธรรม ทำให้เกิดภาวะ "เหนื่อยแต่ต้องไปต่อ" ซึ่งเปิดช่องให้สังคมมองหาทางออกแบบเบ็ดเสร็จ หรือผู้นำที่สัญญาว่าจะ "ทำให้ทุกอย่างมั่นคงอีกครั้ง" ขณะเดียวกัน มนุษย์ยังคงมีความหวัง โดยเฉพาะต่อเทคโนโลยีที่อาจยกระดับคุณภาพชีวิต และต่อโมเดลการพัฒนาที่ดู "ได้ผลจริง" อย่างที่จีนนำเสนอผ่านผลลัพธ์เชิงประจักษ์...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.