วันพุธ, กันยายน 16, 2026

มหากาพย์ “ฮั้ว สว.” เกมกระดาน “ตัดตอน” หรือแค่สละเบี้ย “รักษาขุน” ?

จากสูตรคณิตศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย สู่การชี้ชะตาครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนสภาสูง เมื่อกติกา “เลือกกันเองและเลือกไขว้” ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกออกแบบมา โดยอ้างว่าเพื่อสกัดกั้นพรรคการเมือง กลับกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้เกิดปฏิบัติการบล็อกโหวต กระจายโพย และจัดตั้งคนลงสมัครอย่างเป็นขบวนการ

วันนี้ คดีฮั้ว สว. เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแหลมคมที่สุด เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติชี้ขาดสำนวนไต่สวน แต่คำถามสำคัญที่สังคมกำลังจับตาคือ นี่คือการกวาดล้างเพื่อคืนความยุติธรรม หรือเป็นเพียงการ “ตัดตอน” ทางการเมือง?

มติชี้ขาด 77 คน ดาบแรกฟันปลายแถว

หลังการตรวจสอบผู้ถูกร้องเรียนกว่า 427 ราย กกต. เคาะมติเสียงข้างมาก สั่งดำเนินคดีอาญาและเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รวม 77 คน แบ่งเป็น

  • สว. ตัวจริง 26 คน โดนฟ้องข้อหาหนักตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ฐานให้/สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน จัดเลี้ยง แนะนำตัวมิชอบ และเรียกรับผลประโยชน์
  • ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน ร่วมกระบวนการลงคะแนนแลกผลตอบแทน
  • กลุ่มสนับสนุน 15 คน ฟันเฟืองประสานงานเครือข่าย

ทว่า ไฮไลต์ที่ทำให้สังคมต้องเลิกคิ้ว คือ มติ 5 ต่อ 2 ของ กกต. ที่สั่ง ยกคำร้องแกนนำการเมืองและผู้บริหารพรรคดัง แบบยกรัง ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า “พยานหลักฐานสาวไม่ถึง” ทิ้งไว้เพียงเสียงแย้งของ กกต. เสียงข้างน้อย 2 เสียง ที่มองว่าเส้นทางการเงินและหลักฐานแวดล้อมมีน้ำหนักพอจะส่งฟ้องได้

สมรภูมิยังไม่จบ 4 ด่านเดือดที่ต้องจับตา

หลายคนคิดว่าเมื่อ กกต. ชี้มูลแล้วเรื่องคงซาลง แต่ในความเป็นจริง นี่เพิ่งจะเป็นเพียง “ยกแรก” ของสงครามตัวแทน ซึ่งยังต้องฝ่า 4 ด่านสำคัญคือ

1. ด่านชี้ชะตาศาลฎีกา ภายในกรอบเวลา 60 วันที่ กกต. ยื่นสำนวน วินาทีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่ง “รับคำร้อง” สว. ทั้ง 26 คนจะต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ส่งผลให้เก้าอี้ในสภาสูงแหว่งไปกว่า 10% สะเทือนต่อการโหวตผ่านกฎหมายและการเคาะเก้าอี้องค์กรอิสระ

2. เกมสวนกลับ ม.157 ฝ่ายค้านและภาคประชาชนไม่ยอมปล่อยผ่าน เตรียมลาก กกต. ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ และ ป.ป.ช. ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โทษฐานตัดตอนไม่ดำเนินคดีกับตัวการใหญ่

3. ศึกชิงดุลอำนาจ ‘บัญชีสำรอง’: หาก สว. 26 คนถูกตัดสินพ้นตำแหน่ง การเลื่อนบัญชีสำรองขึ้นมาเสียบแทน อาจไม่ได้เป็น “เนื้อเดียวกัน” กับขั้วอำนาจเดิม ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อรองโควตากรรมาธิการและทิศทางการโหวตใหม่หมด

4. จุดเริ่มต้นรื้อรัฐธรรมนูญ วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกไปเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อผลักดันการแก้ไขที่มาของ สว. ให้กลับไปสู่การเลือกตั้งโดยตรง

ฉากทัศน์ปลายทาง เบี้ยล้ม แต่กระดานไม่พัง?

หากมองทะลุเกมกฎหมาย บทสรุปของคดีนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่คุ้นเคย คือ “ผู้เล่นระดับปฏิบัติการต้องรับกรรม แต่ขุนระดับสั่งการยังคงลอยตัว”

สว. บางส่วนที่พยานหลักฐานมัดแน่นอาจต้องพ้นตำแหน่งและเผชิญโทษทางอาญา ขณะที่ขั้วอำนาจเบื้องหลังยังคงรักษาเสถียรภาพและเครือข่ายไว้ได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความชอบธรรมของวุฒิสภาชุดนี้ที่ติดลบไปจนหมดวาระ

คดีฮั้ว สว. จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการทุจริตเลือกตั้งของคน 77 คน

แต่มันคือบทพิสูจน์ความล้มเหลวของการออกแบบกลไกอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทิ้ง “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ไว้ให้ระบบการเมืองไทยต้องตามแก้ในท้ายที่สุด

Get notified whenever we post something new!

spot_img

Create a website from scratch

Just drag and drop elements in a page to get started with Newspaper Theme.

Continue reading

ปปง. คืนเงินผู้เสียหายคดีคอนโด “กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์” รวมกว่า 413 ล้านบาท

สำนักงาน ปปง. คืนเงินให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการกับทรัพย์สิน กรณี โครงการก่อสร้างห้องชุดพักอาศัย บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด รวมมูลค่ากว่า 413 ล้านบาท ตามที่สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการกับทรัพย์สิน รายคดีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ กรณีโครงการก่อสร้างห้องชุดพักอาศัย บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด จากกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างทำของ และสัญญาประเภทอื่นกับบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงาน ปปง. จึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2565 ทำให้มีการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบและมีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรม และเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ สำนักงาน ปปง. ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับพนักงานอัยการ และดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง...

“จับแก่นแท้ เข้าใจกฎเกณฑ์” ภาพสะท้อน “แนวคิด” พรรคคอมมิวนิสต์จีนยุคใหม่

"ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน คำถามสำคัญที่ทุกประเทศต้องตอบคือ จะบริหารประเทศและร่วมมือกันจัดระเบียบโลกใหม่ได้อย่างไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ทับถมกันเป็นชั้น ๆ คำตอบหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาคมโลก คือแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ยึดหลัก "จับแก่นแท้ เข้าใจกฎเกณฑ์" ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการนำที่มีเอกลักษณ์ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก" บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร "จับแก่นแท้" หมายถึงการมองทะลุปรากฏการณ์ไปสู่สาระสำคัญของปัญหา ไม่หลงไปกับกระแสหรือรูปแบบภายนอก ขณะที่ "เข้าใจกฎเกณฑ์" คือการยอมรับและใช้ประโยชน์จากกฎแห่งการพัฒนาที่เป็นวัตถุวิสัย ทั้งกฎของเศรษฐกิจ สังคม และประวัติศาสตร์ แนวคิดนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ แต่เป็นวิธีคิดที่หล่อหลอมการตัดสินใจของคณะผู้นำจีนมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับประเทศ พฤติกรรมการนำนี้ ปรากฏชัดในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจที่จีนดำเนินมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 มิได้ลอกแบบใคร แต่จับแก่นแท้ของปัญหาคือความยากจนและความล้าหลัง แล้วเข้าใจกฎเกณฑ์ว่าการพัฒนาต้องอาศัยทั้งกลไกตลาด และบทบาทนำของรัฐอย่างสมดุล  ผลลัพธ์คือการยกระดับประชากรหลายร้อยล้านคน ให้พ้นจากความยากจน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ด้านการต่างประเทศ จีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้แสดงพฤติกรรมการนำที่...

คนกรุงตะวันออก จี้ กทม. ยกเลิกแนวถนน “ข2-ข3” ทำลายอัตลักษณ์คลอง-เวนคืนไม่โปร่งใส

โครงการวางผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) กำลังเผชิญกระแสคัดค้านอย่างหนักหน่วงในพื้นที่โซนตะวันออก โดยเฉพาะแนวโครงข่ายคมนาคมถนนสายประเภท ข ขนาดเขตทางกว้าง 16 เมตร ได้แก่ สาย ข2 และ สาย ข3 ซึ่งถูกขีดเส้นผ่านเขตลาดกระบังและหนองจอก เลียบแนวคลองธรรมชาติสายหลักทั้งคลองลำปลาทิว คลอง 11 คลอง 12 และคลองหลักอื่นๆ กลุ่มประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชี้ว่า  โครงการนี้เป็นการวางผังที่ขาดการสำรวจหน้างานอย่างแท้จริง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม ผู้ได้รับผลกระทบระบุว่า กทม. ไม่เคยสื่อสารหรือลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนรับทราบอย่างทั่วถึง ชาวบ้านจำนวนมากเพิ่งทราบว่าบ้านตนเองตกอยู่ในแนวเวนคืนเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ นอกจากนี้ การตัดถนนเลียบขนาบสองฝั่งลำคลอง จะปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านและเกษตรกรใช้หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพมาหลายชั่วอายุ เป็นการตัดขาดสายน้ำ ทำลายวิถีชีวิต ทำลายอัตลักษณ์และนิเวศผืนสุดท้าย ซึ่งโซนหนองจอกและลาดกระบังถือเป็นแนวกันชนสีเขียวและแหล่งเกษตรกรรมสำคัญ การนำคอนกรีตขนาดใหญ่เข้าถมทับตลิ่งคลองจะลบล้างทัศนียภาพและระบบนิเวศท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง เปรียบเทียบโครงการและข้อเรียกร้องชุมชน ประเด็นร่างผังเมืองรวม...

Enjoy exclusive access to all of our content

Get an online subscription and you can unlock any article you come across.