วันพุธ, กันยายน 16, 2026
หน้าแรกต่างประเทศจีน“จับแก่นแท้ เข้าใจกฎเกณฑ์” ภาพสะท้อน “แนวคิด” พรรคคอมมิวนิสต์จีนยุคใหม่

Related Posts

“จับแก่นแท้ เข้าใจกฎเกณฑ์” ภาพสะท้อน “แนวคิด” พรรคคอมมิวนิสต์จีนยุคใหม่

“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน คำถามสำคัญที่ทุกประเทศต้องตอบคือ จะบริหารประเทศและร่วมมือกันจัดระเบียบโลกใหม่ได้อย่างไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ทับถมกันเป็นชั้น ๆ คำตอบหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาคมโลก คือแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ยึดหลัก “จับแก่นแท้ เข้าใจกฎเกณฑ์” ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการนำที่มีเอกลักษณ์ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก”

บทความโดย สันติ ตั้งรพีพากร

“จับแก่นแท้” หมายถึงการมองทะลุปรากฏการณ์ไปสู่สาระสำคัญของปัญหา ไม่หลงไปกับกระแสหรือรูปแบบภายนอก ขณะที่ “เข้าใจกฎเกณฑ์” คือการยอมรับและใช้ประโยชน์จากกฎแห่งการพัฒนาที่เป็นวัตถุวิสัย ทั้งกฎของเศรษฐกิจ สังคม และประวัติศาสตร์ แนวคิดนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ แต่เป็นวิธีคิดที่หล่อหลอมการตัดสินใจของคณะผู้นำจีนมาอย่างต่อเนื่อง

ในระดับประเทศ พฤติกรรมการนำนี้ ปรากฏชัดในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจที่จีนดำเนินมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 มิได้ลอกแบบใคร แต่จับแก่นแท้ของปัญหาคือความยากจนและความล้าหลัง แล้วเข้าใจกฎเกณฑ์ว่าการพัฒนาต้องอาศัยทั้งกลไกตลาด และบทบาทนำของรัฐอย่างสมดุล  ผลลัพธ์คือการยกระดับประชากรหลายร้อยล้านคน ให้พ้นจากความยากจน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ด้านการต่างประเทศ จีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้แสดงพฤติกรรมการนำที่ “จับแก่นแท้” ของสถานการณ์โลก คือการตระหนักว่า สันติภาพและการพัฒนาคือกระแสหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็  “เข้าใจกฎเกณฑ์” ว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เป็นความจริงที่ต้องบริหารจัดการ ไม่ใช่ปฏิเสธ นโยบายต่างประเทศที่สงบและมีวินัย จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการเลือกอย่างมีสติ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ชาติ และการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ

ในเวทีโลก จีนเสนอแนวคิด “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ” ซึ่งเป็นกรอบคิดที่สะท้อนการจับแก่นแท้ของปัญหาระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ แนวคิดนี้ชี้ว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่มีประเทศใดแก้ได้ลำพัง กฎเกณฑ์ที่ต้องเข้าใจคือ interdependence หรือการพึ่งพาอาศัยกันของทุกประเทศ โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ก็เป็นรูปธรรมของแนวคิดนี้ ที่มิใช่เพียงการสร้างถนนและท่าเรือ แต่เป็นการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ของความร่วมมือที่เคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ

ข้อวิพากษ์ที่พบบ่อย คือจีนพยายามเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ของโลก เพื่อผลประโยชน์ตนหรือไม่  คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ทุกประเทศย่อมมีผลประโยชน์ของตนเป็นตัวตั้ง คำถามจึงไม่ใช่ “มีหรือไม่มีผลประโยชน์” แต่คือ “ผลประโยชน์นั้นสอดคล้องกับส่วนรวมหรือไม่” การที่จีนผลักดันให้มีเวทีความร่วมมืออย่าง BRICS, SCO และ AIIB สะท้อนความพยายามกระจายอำนาจตัดสินใจในระบบ ระหว่างประเทศที่เดิมกระจุกตัวอยู่ในมือไม่กี่ประเทศ ซึ่งมิใช่การล้มล้างระเบียบเดิม แต่เป็นการปรับสมดุลให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของศตวรรษที่ 21

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทเรียนจากพฤติกรรมการนำของจีนมีนัยสำคัญ ประการแรก การพัฒนาต้องเริ่มจากบริบทของตนเอง ไม่ใช่คัดลอกจากตำรา ประการที่สอง การเปิดประเทศต้องคู่กับการรักษาเสถียรภาพภายใน ประการที่สาม ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วม ไม่ใช่การยอมจำนน ประการสุดท้าย ความยืดหยุ่นเชิงนโยบายคือกุญแจของการอยู่รอดในโลกที่ผันผวน

อย่างไรก็ดี การจับแก่นแท้และเข้าใจกฎเกณฑ์ มิใช่สูตรสำเร็จที่หยุดนิ่ง โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เคยเป็นแก่นแท้อาจกลายเป็นเปลือก สิ่งที่เคยเป็นกฎเกณฑ์อาจกลายเป็นอดีต พฤติกรรมการนำที่แท้จริง จึงต้องประกอบด้วยความกล้าหาญในการทบทวนตนเองและการปรับตัว ไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีตจนมองไม่เห็นความจริงใหม่ การที่จีนพูดถึง “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” แทนการเติบโตแบบเร่งรัด ก็สะท้อนการปรับตัวเช่นนี้

โดยสรุป “จับแก่นแท้ เข้าใจกฎเกณฑ์” ไม่ใช่คำขวัญทางการเมือง แต่เป็นวิธีคิดที่ผ่านการทดสอบจากการปฏิบัติจริงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งในการบริหารประเทศที่ซับซ้อนที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และในการร่วมกับประเทศต่าง ๆ จัดระเบียบโลกใหม่ที่ยุติธรรมกว่าเดิม บทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับทุกชาติคือ ไม่มีแบบแผนใดใช้ได้กับทุกที่ แต่การคิดอย่างเป็นระบบ ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง และกล้าเปลี่ยนแปลง คือรากฐานของการนำที่ยั่งยืน และเป็นหนทางที่มนุษยชาติจะก้าวไปสู่อนาคตอันสดใสร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts