วันพุธ, ตุลาคม 4, 2023
หน้าแรกคอลัมนิสต์สืบจากข่าวถึงเวลาปลดล็อคเปิดเสรี “มิเตอร์ไฟ”???

Related Posts

ถึงเวลาปลดล็อคเปิดเสรี “มิเตอร์ไฟ”???

“….ยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง อุณหภูมิทางการเมืองก็ยิ่งระอุแดดเป็นปรอทแตก เพราะพรรคการเมืองต่างๆ ต่างงัดนโยบายหาเสียงออกมาเกทับบลั๊ฟแหลกกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งซีนในโค้งสุดท้าย…”

*โดย 1 ในนโยบายที่ทุกพรรคต่างหยิบยกขึ้นมาหาเสียงในเวลานี้ หนีไม่พ้นเรื่องของค่าไฟฟ้าและค่า FT สุดมหาโหดที่กำลังทำเอาประชาชนคนไทยขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน เพราะเจอบิลล์ค่าไฟราวกับเจอโจรกรรโชคทรัพย์ไม่จ่ายก็ไม่ได้เสียด้วย*

เครือข่ายนักวิชาการต่างหยิบยกเอาประเด็นค่าไฟแพงบรรลัยกัลป์นี้ขึ้นมาวิเคราะห์กันอย่างถึงพริกถึงขิง ขณะที่ทุกพรรคการเมืองต่างชูนโยบายปรับลดค่าเอฟทีนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายหาเสียงหลัก อย่างพรรคเพื่อไทยประกาศประชุมครม.นัดแรกจะสั่งลดค่าไฟให้ประชาชนทันทีเพราะมีแนวทางอยู่แล้ว ส่วน พปชร.ที่ร่วมหอลงโลงกับรัฐบาลลุงตู่มาตั้ง 4 ปีก็ประกาศจะปรับลดค่าไฟค่าเอฟทีให้เหลือ 2.50 บาท แถมจะปรับลดราคาเบนซินและดีเซลลงเหลือลิตรละ 25 บาทด้วย

พรรคไทยสร้างไทยก็ไม่น้อยหน้า นอกจากปรับลดค่าไฟเหลือหน่วยละ 2.50 บาทแล้วยังจะปลดล็อคเปิดเสรีให้ประชาชนเลือกซื้อไฟจากผู้ผลิตไฟฟ้าได้อย่างเสรีอีกด้วย เช่นเดียวกับพรรคก้าวไกลที่ประกาศจะรื้อโครงสร้างการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่ถูกจัดสรรไปให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แทนจะจัดสรรมายังโรงไฟฟ้าเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟราคาถูก

วันวานสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ออกโรงชี้แจงกรณี การคำนวณไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve margin ที่ถูกระบุว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนคนไทยต้องถูกโขกสับจ่ายค่าไฟแพงระยับ เพราะต้องถูกบังคับจ่ายค่าไฟฟ้าสูงเกินจริง จากสำรองไฟฟ้าที่ทะลักล้นไปกว่า 50-60%  แม้ในช่วงวิกฤติโฑควิด-19 ที่โรงไฟฟ้าไม่ได้เดินเครื่องก็ยังได้ค่าพร้อมจ่ายที่ว่านี้ไปเปล่าปรี้

โดย สนพ.ออกโรงยืนยัน วิธีการคำนวณ Reserve Margin ที่ถูกต้องไม่สามารถนำผลรวมของกำลังผลิตไฟฟ้าของทุกโรงไฟฟ้ามาเปรียบเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยตรงได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าบางประเภทโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ ความสามารถในการผลิตจะขึ้นอยู่กับปริมาณ แดด ลม และน้ำ ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนชีวมวล ก็ขึ้นกับฤดูกาล

จึงต้องใช้ตัวคูณลดทอนให้เหมาะสมกับสภาพโรงไฟฟ้าแต่ละชนิดและนำเอาแต่เฉพาะ “กำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้” หรือ Dependable Capacity มาคำนวณเป็น Reserve Margin โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา ณ ปี 2565 เป็น 52,566 MWคิดเป็น Dependable Capacity ประมาณ 45,225 MW จะคิดเป็น Reserve Margin ประมาณ 36% เท่านั้น

อ่านคำชี้แจงของ สนพ.ข้างต้นแล้วก็ยิ่งทำให้สังคมเกิดข้อกังขา หากการคำนวณไฟฟ้าสำรองของประเทศจะเอาแต่ Dependable capacity มาคำนวณ และยังต้องลดทอนคิดแต่เฉพาะส่วนที่คาดว่าจะผลิตได้จริง ไม่ใช่ Full capacity ที่ทำสัญญาเอาไว้แล้ว

*กระทรวงพลังงานจะตะบี้ตะบันตั้งโต๊ะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานชีวมวลไปเพื่ออะไร? และหากการซื้อไฟจากพลังงานทดแทนเหล่านี้ ไม่มีผลใดๆต่อไฟฟ้าสำรองหรือ Reserve Margin แล้ว ผลจากการตั้งโต๊ะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเหล่านี้ มีส่วนในการนำมาคำนวณค่าไฟฟ้า ค่า FT ด้วยหรือไม่?*

แน่นอน! หากไม่มีผลหรือไม่มีนัยสำคัญต่อค่า FT ของประเทศแล้ว ประชาชนคนไทยคงไม่อินังขังขอบอะไรด้วยหรอก หากกระทรวงพลังงานและ กกพ.จะไฟเขียวให้การไฟฟ้าก็ตั้งโต๊ะรับซื้อไฟฟ้าต่อไป แต่หากการตั้งโต๊ะรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อ Reserve margin และค่า FT ด้วยแล้ว กระทรวงพลังงานก็สมควรคต้องหวนกลับมาทบทวนนโยบายการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้กันเสียใหม่ ไม่ใช่ยังคงตะบี้ตะบันตั้งโต๊ะรับซื้อกันอย่างที่เป็นอยู่_ 

ส่วนประเด็นข้อกังหาในเรื่องของค่าไฟและค่าเอฟทีล่าสุดที่กำลังพุ่งทะลักปล้นกระเป๋าประชาชนผู้ใช้ไฟ แม้ กกพ.จะยอมปรับลดค่าเอฟทีล่าสุดลงมาเหลือ 4.70 บาทสำหรับครัวเรือนและ 5.33 บาทสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม แต่ความรู้สึกของผู้คนก็ยังคงรู้สึกว่ากำลังถูกปล้นสดมภ์อยู่วันยังค่ำ

 เครือข่ายนักวิชาการและคนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ต่างออกมาตีปี๊บทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นผลพวงมาจากการที่รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าเอาแต่”บอนไซ”กฟผ.และระงับไม่ให้ กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้า แต่หันไปรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทเอกชนรายใหญ่(IPP) หรือ SPP จนทำให้สัดส่วน โรงไฟฟ้าของกฟผ.เหลือกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่แค่ 34% ของกำลังการผลิตรวมเท่านั้น 

คงต้องการสื่อให้ประชาชนคนไทยได้เห็นว่า หาก กฟผ.ได้รับสิทธิ์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเช่นเดิมแล้ว จะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ และที่ขายให้ประชาชนคนใช้ไฟถูกลงไปได้  ซึ่งก็คงต้องย้อนถามกลับไปยัง กฟผ.ด้วยเช่นกันว่า มีหลักประกันอะไรหรือ ที่จะบ่งบอกว่า หาก กฟผ.ยังคงเป็นผู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะทำให้ค่าไฟในมือประชาชนถูกลง ช่วยหาข้อมูลต้นทุนโรงไฟฟ้าของตนเองสักแห่งออกมาตีแผ่ยืนยันให้ประชาชนคนไทยได้กระจ่างสักทีเถอะว่า โรงไฟฟ้าที่กฟผ.ก่อสร้างเองนั้น มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยถูกกว่าเอกชน

หาข้อมูลออกมายืนยันให้สังคมได้เห็นสักโรงก็ยังดี

มีด้วยหรือที่หน่วยงานรัฐ อย่างองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) หรือกรมทางหลวง กรมชลประทาน ตลอดจนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สามารถจะตั้งโต๊ะประมูลจัดซื้อจัดจ้างได้ต่ำกว่าที่เอกชนเขาทำกัน  ที่เห็นและเป็นไปอย่างกรณีเสาไฟกินรีของ อบต.ราชาเทวะที่ซื้อขายกันในท้องตลาดแค่หลักพันหรือหมื่นต้น ๆ แต่หน่วยงานรัฐอปท.กลับประมูลจัดซื้อกันมาถึงต้นละเป็นแสนหรือหลายแสนบาท ขนาดโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กที่อีเกียเขาขายออนไลน์แค่ 790 บาท พ่อยังประมูลจัดซื้อมาได้ตัวละกว่า 20,000 บาท

ต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเองก็เช่นกัน ที่เห็นและเป็นไปตามรายงานที่กระทรวงพลังงานเองเคยจัดทำไว้ก็ระบุชัดเจนว่าประเคนค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงไปยังต้นทุนก่อสร้างกันทั้งนั้น

 สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าไฟแพงระยับราวกับปล้นสดมภ์ประชาชนคนใช้ไฟนั้น  ก็เพราะที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานของประเทศมันยังไป “ไม่สุดซอย”  การเปิดเสรีพลังงาน เปิดเสรีไฟฟ้ายังไปไม่สุดซอย เพราะระบบสายส่งของประเทศยังคงอยู่ในเงื้อมมือของกฟผ.ที่ผูกขาดระบบสายส่งและการจำหน่ายไฟให้บ้านเรือนประชาชนผ่าน 2 การไฟฟฟ้า คือการไฟฟ้านครหลวง(กฟน. )และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ด้วยข้ออ้างเพื่อความมั่นคงของระบบ

*ดังนั้นต่อให้ตั้งโต๊ะรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนจะ IPP -SPP หรือจัดซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนราคาต่ำแค่หน่วยละ 2 บาท เมื่อต้องจำหน่ายไฟเหล่านั้นผ่านระบบสายส่งของ กฟผ.และ2 การไฟฟ้าที่ต้องถูกบวกค่าบริหารจัดการและกำรี้กำไรเพื่อหล่อเลี้ยงองค์กร หล่อเลี้ยงโบนัสและสวัสดิการอันพึงมีของพนักงานแล้ว สุดท้ายค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายมันจึงแพงบรรลัยกัลป์อย่างที่เห็น*

ก็ลองปฏิรูปพลังงานไปให้สุดซอย “ปลดล็อค” ระบบสายส่ง หรือแยกระบบสายส่งออกมาจากอ้อมอก กฟผ. จะจัดตั้งองค์กรรัฐใดขึ้นมาบริหารจัดการระบบสายส่งของประเทศอย่างเป็นธรรม ใครใช้-ใครจ่ายอย่างที่เครือข่ายพลังงานทั้งหลายเรียกร้องกันก่อนหน้า

รวมทั้งปลดล็อค “เปิดเสรีมิเตอร์ไฟฟ้า หรือ Mitering”  เปิดทางให้ประชาชนผู้ใช้ไฟได้เลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้โดยตรงเช่นในต่างประเทศ อย่างในออสเตรเลีย ที่เราส่งคนไปดูงานกันดีนัก เปิดให้ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้แข่งขันกัน แบบบริการโทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ตดูซิอยากรู้นักว่าราคาค่าไฟฟ้าในมือประชาชนมันจะถูกลงไหม

*ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนจะ IPP-SPP จะมีปัญญาแข่งกันกับ กฟผ.และ2 การไฟฟ้าไหม จะโขกสับค่าบริการค่าไฟฟ้าแพงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจริงหรือไม่ ไม่ต้องปูพรมทำกันทั้งประเทศหรอก เอาแค่ทดลองกันในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ดูกันก่อนก็ได้เป็น Pilot Project* 

*พรรคการเมืองใดกล้าประกาศนโยบายนี้ออกมา ขอให้กาพรรคนั้น จบ!!!*

#สืบจากข่าว : รายงาน

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

Latest Posts