ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการเปิดเผยถึงกรณีความเสียหายที่เกิดจากการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อฉ้อโกงและยึดทรัพย์สิน โดยมีกลุ่มทนายความเกี่ยวข้องในลักษณะที่เรียกว่า “ทนายมิจฉาชีพ” ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประชาชน โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับมรดก
กรณีศึกษาที่ถูกนำมาเปิดเผยนี้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่ซับซ้อนและเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการสมคบคิดกันระหว่างทนายโจทก์และทนายจำเลยเพื่อสร้างเรื่องขึ้นมา โดยมีรายละเอียดที่น่าตกใจดังต่อไปนี้
ขั้นตอนการฉ้อโกงยึดทรัพย์มรดก
1.สร้างหลักฐานเท็จ: กลุ่มทนายมิจฉาชีพได้ร่วมกันสร้างสัญญาเงินกู้ปลอมขึ้นมา โดยระบุวันที่มีผลย้อนหลังไปกว่า 10 ปี ก่อนที่เจ้ามรดกจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2564
2.ฟ้องศาล: จากนั้น กลุ่มนี้ได้นำสัญญาเงินกู้ปลอมมายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี โดยอ้างว่าเจ้ามรดกยังคงมีหนี้สินค้างชำระ
3.ปลอมแปลงสัญญาประนีประนอมยอมความ: ทนายโจทก์และทนายจำเลยได้ร่วมกันปลอมแปลงสัญญาประนีประนอมยอมความขึ้นมาอีก 3 ฉบับ และใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
4.ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี: เมื่อศาลพิพากษาและจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ทนายโจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลย
5.ยึดทรัพย์สิน: เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของผู้ตาย (เจ้ามรดก) โดยใช้บัญชีรายชื่อทายาทที่ได้รับแจ้งมา
6.ขายทอดตลาด: ในขั้นตอนสุดท้าย กรมบังคับคดีจะนำที่ดินจำนวน 3 แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกไปประมูลขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามที่กล่าวอ้าง
เบื้องหลังขบวนการและพยานหลักฐาน
จากการตรวจสอบพบว่าลายเซ็นในสัญญาเงินกู้และสัญญาประนีประนอมยอมความล้วนเป็นลายเซ็นปลอม ซึ่งไม่ใช่ลายเซ็นของเจ้ามรดก นอกจากนี้ ทนายโจทก์ที่เกี่ยวข้องยังเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และเคยถูกฟ้องจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งหมายความว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นทนายความโดยสุจริต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ:
– การปกปิดคุณสมบัติ: ทนายความที่ล้มละลายได้ปกปิดคุณสมบัติที่ขาดไป และยังคงดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดอย่างชัดแจ้ง
– การสมคบคิด: กระบวนการทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการสมคบคิดกันอย่างเป็นระบบระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ทางกฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง
– ผลกระทบต่อประชาชน: แม้แต่ทายาทของผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมรดกและทนายความที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าหากเป็นประชาชนทั่วไป ย่อมตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย
การดำเนินคดีและความคืบหน้า
ผู้เสียหายได้นำหลักฐานและพยานแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มทนายมิจฉาชีพดังกล่าวแล้ว โดยมีการทำผังขบวนการและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงการปลอมแปลงสัญญาและพฤติกรรมที่ไม่สุจริตของทนายความที่เกี่ยวข้อง
กรณีนี้ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้แทนราษฎรพิจารณาและทบทวนการแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพื่ออุดช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพและทนายความที่ขาดคุณสมบัติใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดและสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง





