วันนี้ต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร มีโอกาสเดินหน้าได้ยาก ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไทยไม่เก่ง แต่เพราะนักลงทุนไม่กล้าเสี่ยงกับโครงการที่ต้นทุนสูง และทำกำไรได้ยากกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาโดยตรง
การจะดึงเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ให้ “แวะเทียบท่า-ยกสินค้าขึ้นจากเรือ-ขนข้ามแผ่นดิน-ยกสินค้าขึ้นเรือลำใหม่” ย่อมแพงกว่า และเสียเวลามากกว่าเส้นทางธรรมชาติที่โลกใช้กันอยู่แล้ว
ถ้าแลนด์บริดจ์สะดุด ประเทศต้องไม่สะดุดไปด้วย ท่าเรือน้ำลึกอันดามัน… ยังจำเป็น และจำเป็นมาก!
ประเทศไทยยังต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อ…
(1) รองรับสินค้าจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน รวมทั้งภาคใต้ตอนล่าง ที่ต้องการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย
(2) เป็นประตูการค้าสำหรับจีนตะวันตกที่กำลังมองหาทางออกทะเลที่สั้นกว่า
(3) เชื่อมโยงการค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้โดยตรง
(4) ลดความแออัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว
นี่ไม่ใช่ความฝัน แต่คือยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่หลายประเทศทำอยู่ คำถามสำคัญคือ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามันควรอยู่ที่ไหน”
การเลือกทำเลท่าเรือน้ำลึกอันดามัน ต้องคิดให้รอบคอบ คำถามที่ต้องตอบให้ได้ คือ
(1) อยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือหลักระหว่างประเทศหรือไม่
(2) เป็นท่าเรือเปิด หรือเป็น “ท่าเรือในซอย” ที่เรือต้องเสียเวลาอ้อมเข้ามา
(3) สภาพคลื่นลม เหมาะกับการยกตู้คอนเทนเนอร์ทั้งปีหรือไม่
(4) มีน้ำลึกไม่น้อยกว่า 14 เมตร หรือไม่
(5) มีพื้นที่หลังท่า (back-up area) สำหรับคลังสินค้าและอุตสาหกรรมหรือไม่
(6) เชื่อมต่อถนน-รถไฟ ได้สะดวกหรือไม่
(7) สามารถออกแบบเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่
มาถึงคำถามสำคัญว่า “ระนอง” เหมาะสมหรือไม่? หรืออยู่ไกลเส้นทางเดินเรือหลักเกินไป? มีคลื่นลมแรงหรือไม่? คำถามเหล่านี้ต้องตอบด้วยข้อมูลจริง และผลกระทบจริง ไม่ใช่ความรู้สึก และไม่ใช่ตัดสินใจจากแผนที่ในห้องประชุม
แน่นอนว่า ทุกทำเลมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะมีความกังวลด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับฟัง แต่การ “ไม่ทำอะไรเลย” ก็เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศเช่นกัน
ถ้าแลนด์บริดจ์ไม่ไปต่อ ขอท่าเรือน้ำลึกอันดามัน… ประเทศต้องมีมากกว่าหนึ่งทางเลือก และอันดามันไม่ควรถูกปล่อยให้รออีกต่อไป
แล้วทำเลที่เหมาะสมที่สุดของ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามัน” คือที่ไหน?… ช่วยกันหาคำตอบครับ



