“…สนามเลือกตั้งสุราษฎร์ธานีเดือดระอุ “วัชระ เพชรทอง” ขุนพลฝีปากกล้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศกลับถิ่นฐานบ้านเกิด ท้าชนระบบ “บ้านใหญ่” และ “ทุนสีเทา” อย่างเป็นทางการ ปลุกกระแสคนคอนเนกชันศิษย์เก่าและพลังเงียบ หวังใช้ “คะแนนบริสุทธิ์” พลิกเกมสู้กระสุนดินดำ พร้อมชู “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นจุดขายหลัก หวังฟื้นศรัทธาค่ายสีฟ้าในพื้นที่ไข่แดงปักษ์ใต้…”
วันนี้ 9 มากราคม 2569 ความเคลื่อนไหวล่าสุดในสนามเลือกตั้งภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 1 เริ่มส่งสัญญาณการแข่งขันที่รุนแรง เมื่อ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงเครือข่ายศิษย์เก่าและคนในพื้นที่ ประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 4 พร้อมประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจเดิมในพื้นที่
โดยนายวัชระระบุในจดหมายว่า “เพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง รร.มานิตา เพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง รร.จังหวัด ชาวชมพู-เขียว เพื่อน รร.กุนนทีฯ เพื่อนพี่น้องชาวรามคำแหงที่นายวัชระไม่เคยทำให้ลูกพ่อขุนฯ ผิดหวัง และเพื่อนทนายความที่รักและคิดถึงยิ่งครับ
ผม “แจ๊ค วัชระ เพชรทอง” ลงสมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 4 บัตรสีเขียวครับ ขอฝาก ท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัตรสีชมพู เบอร์ 27 ในวันเลือกตั้ง สส. 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ด้วยนะครับ ผมขอรับประกันในความดีงามของอาจารย์อภิสิทธิ์ เพราะเคยทำงานร่วมกันในฐานะ สส.พรรคประชาธิปัตย์กว่า 6 ปีครับ
สุดแท้แต่เพื่อนๆจะพิจารณานะครับ ว่าจะให้โอกาสวัชระ “เปลี่ยน” สุราษฎร์ธานีหรือไม่? จะหนุนท่านอาจารย์อภิสิทธิ์เป็น “นายกรัฐมนตรี” หรือไม่”
ยุทธศาสตร์ “ลูกหลานกลับบ้าน” งัดข้อ “บ้านใหญ่”
สาระสำคัญของจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงการแนะนำตัวผู้สมัคร แต่เป็นการ “ประกาศสงครามตัวแทน” ทางความคิด โดยนายวัชระเลือกใช้สโลแกน “สู้บ้านใหญ่เพื่อบ้านเรา สู้เงินเทาเพื่อบ้านเมือง” ซึ่งสะท้อนนัยทางการเมืองที่แหลมคม โดยพุ่งเป้าไปที่คู่แข่งทางการเมืองในพื้นที่ที่อาจยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์หรือกลุ่มทุน
การที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งนายวัชระ ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นนักตรวจสอบและ “สายเหยี่ยว” กลับมาลงสมัครในเขต 1 สุราษฎร์ธานี ถือเป็นการปรับหมากรบที่น่าสนใจ โดยพยายามดึงอารมณ์ร่วมของคนในท้องถิ่นผ่านความเป็น “ศิษย์เก่า” (โรงเรียนมานิตานุเคราะห์ และโรงเรียนสุราษฎร์ธานี) เพื่อเจาะฐานเสียงชนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมที่อาจปันใจไปให้พรรคคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งก่อน
ชู “แบรนด์อภิสิทธิ์” การันตีความสุจริต
นอกจากตัวบุคคลแล้ว นายวัชระยังเน้นย้ำถึงจุดขายสำคัญคือการสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ เบอร์ 27) ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยใช้คำว่า “ขอรับประกันในความดีงาม” จากประสบการณ์ที่เคยร่วมงานกันกว่า 6 ปี
การดึงชื่อนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นธงนำในการหาเสียงสะท้อนให้เห็นว่า ในสายตาของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ แบรนด์ของอภิสิทธิ์ยังคงมีความขลังและเป็น “จุดขายด้านความซื่อสัตย์” ที่สามารถต่อกรกับกระแสการเมืองแบบประชานิยมหรือการเมืองระบบบ้านใหญ่ในภาคใต้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มโหวตเตอร์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรมทางการเมือง
ระดม “คะแนนจัดตั้งธรรมชาติ” สู้ “กระสุน”
เนื้อหาในจดหมายยังสะท้อนถึงความกังวลต่อปัญหา “การซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ในพื้นที่ โดยนายวัชระยอมรับกลายๆ ว่าต้องต่อสู้กับ “พวกใช้เงินซื้อคน” จึงได้ใช้กลยุทธ์แบบดาวกระจาย ขอแรงสนับสนุนจากเครือข่ายเพื่อนฝูงในลักษณะ “1 คน หาเพิ่ม 10-20 เสียง” ซึ่งเป็นยุทธวิธีการหาเสียงแบบออร์แกนิก เพื่อสร้างกำแพงกั้นกระสุนดินดำในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
เดิมพันด้วย “หัวใจ” สู้ภัย “ทุนผูกขาด” ศึกศักดิ์ศรีที่คนสุราษฎร์ฯ ต้องเลือก
การหวนคืนสนามเลือกตั้งครั้งนี้ของ “แจ๊ค วัชระ” เปรียบเสมือนการเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิที่ไร้แต้มต่อ เพราะต้องเผชิญหน้ากับ “กำแพงบ้านใหญ่” ที่สูงตระหง่านและเพียบพร้อมด้วยทรัพยากร ทั้งอำนาจรัฐและกระสุนดินดำที่ถูกสาดเทลงมาอย่างหนักหน่วง ในขณะที่วัชระเลือกที่จะสู้ด้วยมือเปล่า โดยมีเพียง “อุดมการณ์” และ “ความซื่อสัตย์” ที่ยึดถือมาตลอดชีวิตการเมืองเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียว
โจทย์หินครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวัชระที่จะฝ่าด่านหินเข้าไปในสภาฯ แต่คือ บทพิสูจน์หัวใจของคนสุราษฎร์ธานี ว่าจะยอมปล่อยให้นักสู้ที่ยืนหยัดท้าชนกับความไม่ถูกต้อง ต้องพ่ายแพ้ให้กับอำนาจเงินตราและระบบอุปถัมภ์หรือไม่
ในวันที่ภูมิทัศน์การเมืองภาคใต้กำลังถูกกลืนกินด้วยทุนสีเทา วัชระอาจเป็น “กำแพงด่านสุดท้าย” ของค่ายสีฟ้าที่ยังหลงเหลือจิตวิญญาณของการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง การกาบัตรครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การเลือกผู้แทน แต่คือการส่งสัญญาณว่า “ศักดิ์ศรีของคนใต้… ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน” และคนทำงานที่ซื่อสัตย์ไม่ควรถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวในสนามรบ.
#สืบจากข่าว รายงาน











