ยังจำกันได้ไหม? เมื่อราว 5–6 ปีก่อน คำว่า “ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop)” ดังสนั่นทั่วไทย ถึงขั้นมีคนพูดว่า “ไม่ต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว ใช้ไฮเปอร์ลูปทีเดียวจบ!”
คุยเสียใหญ่โตว่า ไฮเปอร์ลูปจะเปลี่ยนโลกการเดินทางของมนุษยชาติ แต่วันนี้… เงียบกริบ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นแล้วเกิดอะไรขึ้นกับไฮเปอร์ลูป?
1.วิวัฒนาการรถไฟความเร็วสูง… “แบบที่ใช้งานได้จริง” กับ “แบบที่ยังอยู่ในฝัน”
รถไฟความเร็วสูงเริ่มต้นจาก “ชินคันเซ็น” ซึ่งคิดค้นโดยวิศวกรญี่ปุ่น เปิดใช้ครั้งแรกในโลกบนเส้นทางกรุงโตเกียว-โอซาก้า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2507 นี่คือเทคโนโลยีที่ “ไม่หวือหวา แต่เชื่อถือได้”
จากชินคันเซ็นตามด้วยแม็กเลฟหรือรถไฟความเร็วสูงแบบแรงแม่เหล็กยก (Magnetic Levitation หรือ Maglev) โดยใช้พลังงานแม่เหล็กยกรถไฟให้ลอยขึ้นเหนือรางและผลักให้วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีการเสียดสีระหว่างล้อกับราง นี่คือเทคโนโลยีที่ “วิ่งไม่ใช้ล้อ บินไม่ใช้ปีก”
จนถึงวันนี้มีการนำแม็กเลฟมาใช้งานจริงเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น นั่นคือเส้นทางเชื่อมระหว่างสนามบินผู่ตง (สนามบินเซี่ยงไฮ้) กับย่านหลงหยางชานเมืองเซี่ยงไฮ้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเปิดใช้งานเมื่อปี 2547 เหตุที่แม็กเลฟไม่เป็นที่นิยมเพราะมีต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาสูงมาก
ต่อจากแม็กเลฟก็มาถึงไฮเปอร์ลูปหรือรถไฟความเร็วสูงวิ่งในท่อ คาดหวังว่าจะวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือเร็วกว่าเครื่องบินพาณิชย์ซึ่งมีความเร็วประมาณ 900 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไฮเปอร์ลูปเป็นการพัฒนาต่อยอดจากแม็กเลฟ พูดได้ว่าให้แม็กเลฟวิ่งในท่อแรงดันต่ำ (เกือบเป็นสุญญากาศ) ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานที่ยานพาหนะซึ่งมีรูปร่างเหมือนแคปซูลทะยานไปข้างหน้าในท่อแรงดันต่ำได้ด้วยความเร็วสูง
2. แล้วไฮเปอร์ลูปหายไปไหน?
จนถึงวันนี้ทั่วโลกยังไม่มีไฮเปอร์ลูปที่เปิดให้ผู้โดยสารได้ใช้งานจริง เพราะติดปัญหาใหญ่หลายข้อ เช่น
(1) ต้นทุนค่าก่อสร้างและบำรุงรักษาสูง แต่กลับขนคนได้น้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงทั่วไป
(2) ท่อไฮเปอร์ลูปอาจทรุดตัวไม่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้ท่อร้าวหรือแตกหักได้ ถ้าอากาศไหลเข้าสู่ท่ออะไรจะเกิดขึ้น?
(3) หากมีแรงสั่นสะเทือนในท่อ จะมีผลต่อการทรงตัวของแคปซูลบรรทุกผู้โดยสารหรือไม่?
(4) ในกรณีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะอพยพผู้โดยสารออกจากแคปซูลและจากท่อได้อย่างไร?
(5) ไม่มีห้องน้ำไว้ให้บริการ
(6) ผู้โดยสารไม่สามารถชมวิวทิวทัศน์ข้างทางได้
3. แล้วไทยควร “วางท่าที” กับไฮเปอร์ลูปอย่างไร?
บางคนมองว่า ถ้าไม่เริ่มติดตามหรือร่วมวิจัยตั้งแต่ตอนนี้ ไทยอาจตกขบวนเทคโนโลยีอนาคตเหมือนหลายอุตสาหกรรมที่ผ่านมา
อีกฝ่ายแย้งว่า ในเมื่อทั้งโลกยังไม่มีใครเปิดใช้งานจริง การเอาเงินภาษีไปผูกกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อาจเป็นความสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
ทางสายกลางอาจเป็นไทยควรติดตามและเข้าร่วมการวิจัยในระดับองค์ความรู้ ส่งวิศวกรไปเรียนรู้ ทำ Sandbox ขนาดเล็กในเชิงทดลอง แต่ยังไม่ควรประกาศสร้างเชิงพาณิชย์
คำถามคือ แค่นี้พอแล้วหรือยัง หรือเราควร “กล้ากว่านี้” เพื่ออนาคต?
แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว ประเทศไม่ได้ต้องการโครงการที่ “เร็วที่สุดในโลก” แต่ต้องการโครงการที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง ไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง
4. สรุป
ในโลกอุดมคติไฮเปอร์ลูปคือเทคโนโลยีที่เร็ว เชื่อมเมืองได้ในพริบตาเดียว แต่ในโลกความจริงไฮเปอร์ลูปเป็นโครงการที่ยังไม่มีการใช้งานจริง ต้นทุนไม่ชัดเจน และยังมีอยู่ความเสี่ยงอยู่มาก
จึงเกิดคำถามว่า ไฮเปอร์ลูปควรถูกเก็บไว้ในห้องทดลอง หรือควรถูกผลักออกมาสู่แผนพัฒนาประเทศตั้งแต่วันนี้?
และอีกคำถามที่เลี่ยงไม่ได้คือ ถ้าวันหนึ่งมีพรรคการเมืองใดหยิบไฮเปอร์ลูปมาหาเสียง เราควรมองว่านี่คือ “วิสัยทัศน์ระยะยาว” หรือเป็นแค่ “โปรเจกต์ขายฝัน”?
คุณคิดอย่างไร? คอมเมนต์เชิงสร้างสรรค์ได้เต็มที่



