กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง, พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ, พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท., พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ รอง ผกก.1 บก.ปอท. เจ้าพนักงานตำรวจ นำโดย พ.ต.ท.ธีรภพ พันธุชาติ , พ.ต.ท.พรเสกข์ เชาวสันต์, ว่าที่ พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ ตาแว่น สว.กก.1บก.ปอท., ร.ต.อ.ทัศพงษ์ ผ่องใส, ร.ต.อ.ศุภเกียรติ สบบง รอง สว.กก.1 บก.ปอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กก.1 บก.ปอท. ร่วมกันจับกุม
1.นายทินกรฯ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 832/2569 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
2.นายรุ่งฯ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 829/2569 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้า สู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”
สถานที่จับกุม
1.นายทินกรฯ บ้านเลข หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
2.นายรุ่งฯ บริเวณลานจอดรถห้าง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท.ได้รับการแจ้งความร้องทุกข์ จากผู้เสียหาย อายุ 44 ปี เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ว่ามีผู้ใช้บัญชีติ๊กต๊อก ทักหาและขอเพิ่มเป็นเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งต่อมาได้มีการพูดคุยกันทางไลน์ โดยบุคคลดังกล่าวชักชวนให้ลงทุนซื้อขายเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ผ่านเว็บไซต์ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินเพื่อลงทุน โดยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สามารถลงทุนและถอนเงินได้ ตามปกติ ต่อมาการลงทุนครั้งที่ 3, 4 และ ครั้งที่ 5 ที่ผู้เสียหายได้โอนเงินลงทุนไป ปรากฏว่าไม่สามารถถอนเงินได้ จากนั้น มาคิดทบทวนจึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งผู้เสียได้โอนไปทั้งสิ้น 5 ครั้ง ยอดความเสียหายรวม 135,090 บาท จึงเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับคนร้ายให้ถึงที่สุด จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาและสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พฤติการณ์และการกระทำของผู้ต้องหา กลุ่มผู้ต้องหาได้รับการว่าจ้างจากนายหน้า (อยู่ระหว่างสืบสวนจับกุม)ให้ทำการตระเวนถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มตามสถานที่ต่างๆ โดยได้รับค่าจ้างในการถอนเงิน คิดเป็นเงินแสนละหนึ่งพันบาท ต่อการถอนแต่ละครั้ง และนำไปส่งให้แก่นายหน้า โดยในการถอนเงินแต่ละครั้งนายหน้าจะเป็นคนจัดหาบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มมาให้หรือในบ้างครั้งก็จะใช้บัญชีของตนเองในการรับและถอนเงิน
ซึ่งตอกย้ำรูปแบบที่คนร้ายใช้บัญชีม้าเป็นศูนย์กลางในการรับเงินจากเหยื่อ ถอนเงินสดทันที และส่งต่อให้เครือข่ายต่างชาติจนยากต่อการติดตามเส้นทางเงิน หากขาดการสืบสวนรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ ก่อความเสียหายเป็นวงกว้างและต่อเนื่องในหลายท้องที่
สอบถามคำให้การเบื้องต้น โดยให้การว่า “เป็นบุคคลตามหมายจับจริง, รับทราบข้อกว่าหาและสิทธิตามกฎหมายดีแล้ว” ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพมีวิธีหลอกลวงรูปแบบใหม่ โดยชักชวนประชาชนให้เปิดบัญชีธนาคารให้ใช้ หรือให้ช่วย “กดเงิน–ถอนเงินสดแทน” โดยอ้างว่าเป็นเงินของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไทย หรือเป็นเงินบริษัทจากต่างประเทศที่ต้องการคนช่วยถอนให้เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง นี่คือกลลวงที่ใช้บุคคลธรรมดาไปเป็นบัญชีม้าเพื่อฟอกเงินจากการหลอกลวงประชาชน ผู้ที่หลงเชื่อมักคิดว่าเป็นงานง่าย รายได้ดี แต่เมื่อเงินที่รับเข้ามาเป็นเงินที่ผิดกฎหมายหรือเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง ผู้เสียหายและตำรวจจะตรวจสอบพบชื่อเจ้าของบัญชีทันที ส่งผลให้ผู้รับจ้างถอนเงินกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฉ้อโกงหรือฟอกเงินโดยอัตโนมัติ แม้จะอ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง” หรือ “ทำตามที่เขาฝาก” ก็ไม่ช่วยให้พ้นผิด “อย่าให้เงินไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันบาท ทำลายอนาคตทั้งชีวิตของคุณ”
เมื่อมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนที่เกี่ยวข้อง
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ว่าที่ พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ ตาแว่น สว.กก.1 บก.ปอท.
หมายเลขโทรศัพท์ 084-0987993
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”









