สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งตัวแทนรุดแจ้งความกองปราบฯ เอาผิดกลุ่มบุคคล 4-5 ราย หลังพบพฤติการณ์ทำเป็นขบวนการ เข้าถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด หวังดิสเครดิตความโปร่งใสช่วงลงคะแนนใหม่เขตคันนายาวเมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ยันตรวจสอบได้แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย เตรียมขยายผลเช็กบิลคนโพสต์โซเชียลซ้ำ
เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่บริเวณด้านหน้าศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามการมอบอำนาจจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจากกรณีเหตุการณ์ความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา
นายครรชิต เปิดเผยว่า ทาง กกต. ได้ตรวจสอบพบพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่กระทำกันเป็นขบวนการ โดยมีการเข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถ่ายภาพคิวอาร์โค้ด (QR Code) และพยายามถอดรหัสเพื่อพิสูจน์ผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กกต. ทั้งที่ขอยืนยันว่าการทำงานของ กกต. มีความโปร่งใสและเชื่อถือได้อยู่แล้ว
สำหรับหลักฐานที่นำมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนในครั้งนี้ ประกอบด้วยหลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่บันทึกภาพไว้เอง และการรวบรวมข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยในเบื้องต้นจะดำเนินคดีกับกลุ่มภาคประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์วันดังกล่าวประมาณ 4-5 คน และจะมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมามอบให้พนักงานสอบสวนในภายหลัง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นการตรวจสอบความโปร่งใสของภาคประชาชนหรือไม่ นายครรชิต ระบุว่า การตรวจสอบหรือการพิสูจน์หากอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดก็สามารถกระทำได้ แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ในวันนั้นถือว่าอยู่นอกกรอบและล่วงละเมิดกฎหมาย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความเห็นให้มาร้องทุกข์ในหลายข้อหา โดยมีข้อหาหลักคือ การขัดขวางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง รวมถึงจะมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วย
นอกจากนี้ นายครรชิต ยังย้ำด้วยว่า หากตรวจสอบพบว่ามีบุคคลอื่นมีการโพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในสื่อโซเชียลมีเดียจนสร้างความเสียหาย ก็จะมีการดำเนินคดีทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะเน้นไปที่เหตุการณ์ในพื้นที่เขตคันนายาวก่อน แต่หากพบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นอีก ก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องบทลงโทษว่าจะมีโทษจำคุกหรือถึงขั้นตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้นดำเนินคดี ซึ่งต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการของทางกฎหมายต่อไป





















