กสม. แนะหน่วยงานเพิกถอนการออก น.ส.ล. ทับที่ทำกินประชาชน อ.องครักษ์ จ.นครนายก – ชง ตร. ยกระดับมาตรการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในสถานีตำรวจ
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
1.กสม. ตรวจสอบกรณีหน่วยงานของรัฐออก น.ส.ล. ซ้อนทับพื้นที่ทำกินของประชาชนใน อ.องครักษ์ จ.นครนายก แนะพิจารณาเพิกถอนเพื่อรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชุมชน
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ระบุว่า ระหว่างปี 2545 – 2546 ส่วนราชการโดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลากด (อบต. บางปลากด) อำเภอองครักษ์ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ผู้ถูกร้องทั้งสาม ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) 7 แปลง ทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ในพื้นที่ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ทำให้ประชาชนกว่า 500 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนบางส่วนเป็นที่ดินตาบอด ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า หมู่บ้านบางปลากด ตำบลบางปลากด เป็นชุมชนดั้งเดิมก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงต้นรัชกาลที่ 5 มีอายุประมาณ 150 – 200 ปี โดยประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวอย่างเปิดเผย สงบ และต่อเนื่อง มีวิถีชีวิตผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติและสายน้ำ ทั้งในด้านการคมนาคม การอยู่อาศัย และการประกอบอาชีพ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการดำรงชีพ และไม่ปล่อยให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าอันสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้ที่ดินเชิงวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน พื้นที่พิพาทยังเป็นที่ตั้งของวัด โรงเรียน และศาลเจ้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนา สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนมาอย่างยาวนาน อีกทั้ง ยังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งล้วนเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐรับรู้และยอมรับการดำรงอยู่ของชุมชนบางปลากดมาโดยตลอด
เมื่อพื้นที่พิพาทไม่ได้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) เนื่องจากมีประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลายาวนาน และเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสามย่อมทราบดีอยู่แล้ว ประกอบกับหลักการตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รับรองว่า รัฐต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้เกิดผลจริงซึ่งสิทธิในการอยู่อาศัยอย่างเพียงพอและสิทธิในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงหลักความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน โดยต้องงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่นำไปสู่การไล่รื้อหรือเพิกถอนสิทธิในการอยู่อาศัยโดยพลการ และต้องรับรองการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจที่กระทบต่อชีวิตและทรัพยากรของตน
แม้การออก น.ส.ล. ระหว่างปี 2544 – 2546 จะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดในเชิงรูปแบบและในเวลานั้นไม่มีประชาชนคัดค้าน แต่ก่อนการขึ้นทะเบียน น.ส.ล. ในพื้นที่พิพาท หน่วยงานของรัฐไม่เคยบังคับใช้กฎหมายเพื่อห้ามประชาชนมิให้อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่แต่อย่างใด ทั้งยังจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และถนน เพื่อรองรับการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ พื้นที่พิพาททั้ง 7 แปลง ก็มิได้อยู่ในสภาพที่ประชาชนสามารถใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกันได้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งของชุมชนดั้งเดิมมาแต่เดิม ส่วนพื้นที่ที่มิใช่ชุมชนก็มีลักษณะเป็นพื้นน้ำหรือบริเวณน้ำท่วมถึง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยสภาพ
อย่างไรก็ดี ผู้ถูกร้องทั้งสามกลับอาศัยเพียงภาพถ่ายทางอากาศ ปี 2540 และปี 2557 ในการออก น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลง โดยมิได้ตรวจสอบเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา สถานะของชุมชน และรูปแบบการใช้ประโยชน์ในที่ดินเชิงสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้ง มิได้แยกพื้นที่ชุมชนออกจากพื้นที่สาธารณประโยชน์ ส่งผลให้การออก น.ส.ล. ซ้อนทับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม การดำเนินการดังกล่าวจึงก่อให้เกิดข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การก่อสร้างที่อยู่อาศัย และการพัฒนาความมั่นคงในการครอบครองที่ดินของประชาชนในพื้นที่ อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการอยู่อาศัย สิทธิในทรัพย์สินและสิทธิชุมชนที่รัฐต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้เกิดผลจริงซึ่งสิทธิในที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ ตลอดจนการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
กสม. จึงเห็นว่าการออก น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลากด (อบต. บางปลากด) อำเภอองครักษ์ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ผู้ถูกร้องทั้งสาม ทำให้ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ขาดความมั่นคงในการครอบครองที่ดิน ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และอาจเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกไล่รื้อ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ตำบลบางปลากด นอกจากนี้ แม้จากการตรวจสอบ พบว่า ในพื้นที่พิพาทมีประชาชนบางรายที่ถือครองเอกสาร ส.ค. 1 ได้ยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินแล้ว และกรมที่ดิน โดยผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบข้อมูล และยื่นคำร้องขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน อย่างไรก็ดี ผู้ถูกร้องทั้งสามในฐานะหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจย่อมมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง พร้อมทั้งจัดให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินที่เข้าถึงได้และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินควรแก่กรณีด้วย
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานผู้ถูกร้องทั้งสามให้ร่วมกับจังหวัดนครนายกในฐานะคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดนครนายก (คทช. จังหวัดนครนายก) นำที่ดินพิพาททั้ง 7 แปลง เข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยแก่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ตามกลไกของคณะอนุกรรมการฯ โดยต้องรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยและความมั่นคงในการครอบครองของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของชุมชน การไม่เลือกปฏิบัติ และได้สัดส่วน พร้อมทั้งจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระบบน้ำ ไฟฟ้า ทางสัญจร และสาธารณูปการ เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี
นอกจากนี้ให้ ร่วมกันพิจารณาดำเนินการถอนสภาพที่ดิน น.ส.ล. ทั้ง 7 แปลง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลักการมีส่วนร่วม หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
สำหรับข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ และกรมที่ดิน ประชาสัมพันธ์เชิงรุกและให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ถือครองเอกสาร ส.ค.1 อย่างทั่วถึง เกี่ยวกับสิทธิและขั้นตอนการยื่นคำขอเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน โดยต้องจัดให้มีกลไกการให้คำปรึกษา การอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนด้านเอกสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างแท้จริง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง








