วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้
2.กสม. ชง ตร. ยกระดับมาตรการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในสถานีตำรวจ
นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เห็นชอบข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในสถานีตำรวจ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานีตำรวจเป็นด่านแรกของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มีบทบาทสำคัญในการจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกควบคุมตัวยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ร่วมกันตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจ 14 แห่ง ในลักษณะการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกัน โดยใช้ข้อมูลและข้อค้นพบจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันดังกล่าวเป็นฐานในการพิจารณาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ลดความเสี่ยงต่อการทรมานหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะในบริบทของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน เอกสารและการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งผลจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันแล้วเห็นว่า แม้สถานีตำรวจหลายแห่งได้พยายามปรับปรุงการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังปรากฏความเสี่ยงต่อการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในบางประเด็น โดยเฉพาะในขั้นตอนการจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกควบคุมตัวมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ข้อมูลจากการตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันในสถานีตำรวจในพื้นที่ต่าง ๆ ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานีตำรวจ ซึ่งจำแนกได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่
(1) ความเสี่ยงด้านมาตรฐานของแนวปฏิบัติ พบว่า สถานีตำรวจยังไม่มีมาตรฐานกลาง เรื่อง แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานที่ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ ส่งผลให้การปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และในบางกรณีเจ้าหน้าที่ขาดแนวทางที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งอาจทำให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับดุลพินิจหรือแนวปฏิบัติของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก
(2) ความเสี่ยงด้านศักยภาพและภาระงานของกำลังพล พบว่า สถานีตำรวจเผชิญปัญหาการขาดแคลนกำลังพล โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงานสอบสวนและผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบคดีจำนวนมากเกินกว่ามาตรฐานภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การปฏิบัติงานสอบสวนเป็นไปด้วยความเร่งรีบ ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน อีกทั้งงานด้านธุรการและงานสนับสนุนยังเพิ่มภาระงานให้แก่พนักงานสอบสวนมากขึ้น
และ (3) ความเสี่ยงที่เกิดจากข้อจำกัดด้านสถานที่และเทคโนโลยีที่ใช้ในการปฏิบัติงานและการควบคุมตัว พบว่า สถานีตำรวจบางแห่งมีสภาพอาคารเก่าทรุดโทรม บางแห่งมีอายุการใช้งานยาวนาน และมีข้อจำกัดในการปรับปรุงหรือซ่อมแซมได้แค่เพียงบางส่วน การจัดพื้นที่ควบคุมตัวและพื้นที่สอบสวนจึงไม่เอื้อต่อการแยกกลุ่มเปราะบาง การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเหมาะสม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ สรุปได้ดังนี้
(1) ด้านการจัดทำมาตรฐานกลางและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน ให้ ตร. จัดทำหรือพัฒนาคู่มือ มาตรฐาน หรือแนวปฏิบัติกลางด้านสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานในสถานีตำรวจ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อใช้เป็นกรอบการปฏิบัติเดียวกันทั่วประเทศ เป็นมาตรฐานกลางที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ลดการพึ่งพาดุลพินิจส่วนบุคคลในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง และสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล
(2) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพกำลังพลและระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน ให้ ตร. หารือกับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ และสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาเร่งรัดการบรรจุแต่งตั้งกำลังพล โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่มีอัตราว่างให้ครบตามกรอบอัตราที่กำหนด พร้อมทั้งทบทวนการกระจายกำลังพลให้สอดคล้องกับภาระงานจริง ลักษณะคดี และบริบทของพื้นที่เพื่อสนับสนุนให้การปฏิบัติงานของสถานีตำรวจมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขยายการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน การป้องกันการทรมาน และทักษะการสอบสวนที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกระดับ
(3) ด้านการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพและเทคโนโลยี ให้ ตร. หารือกับสำนักงบประมาณ และคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพิจารณาปรับปรุงหรือพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของสถานีตำรวจ โดยจัดลำดับความสำคัญตามระดับความเสี่ยง และมุ่งเน้นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวและการสอบสวน เพื่อให้เอื้อต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเหมาะสมและปลอดภัย โดยควรคำนึงถึงการแยกการควบคุมตัวกลุ่มเปราะบาง ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ ให้หารือกับสำนักงบประมาณเพื่อเร่งจัดหาอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง โดยเฉพาะกล้องติดตัวที่ยังต้องรับการจัดสรรเพิ่มเติม รวมทั้งกล้องวงจรปิดให้มีจำนวนเพียงพอ และมีความทันสมัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัย ใช้งานได้สะดวก และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ลดข้อโต้แย้งในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว







